ที่ฮายามะ เมืองริมทะเลไม่ไกลจากโตเกียว มีสถาปนิกคนหนึ่งที่ไม่แยกว่าตรงไหนคือที่ทำงาน ตรงไหนคือชายหาด เขาเดินเล่นตอนเช้า นั่งพักใต้ร่มเงา แล้วความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมา สิ่งที่เขาต้องการในตอนนั้นไม่ใช่คอมพิวเตอร์ แต่เป็นปากกาสักด้ามที่หยิบมาเขียนได้ทันก่อนความคิดจะหายไป จากความต้องการเล็กๆ นั้นเอง เครื่องเขียนชุดหนึ่งจึงเกิดขึ้น

MARIO DEL MARE แปลจากภาษาอิตาลีว่า มาริโอแห่งท้องทะเล เป็นชื่อที่มาจากตัวสถาปนิกเองคือ ชิโมไดระ มาริโอ ผู้เกิดที่โรม เติบโตในญี่ปุ่น และปักหลักทำงานที่ฮายามะ เครื่องเขียนชุดนี้จึงไม่ได้เริ่มจากโจทย์การตลาด แต่เริ่มจากคำถามส่วนตัวว่า ของที่อยู่กับเราทั้งวันควรมีหน้าตาและสัมผัสแบบไหน
หัวใจของชุดคือปากกาที่ชื่อ 22pen ตัวเรือนบางเพียง 5.7 มิลลิเมตร ออกแบบให้เปิดใช้งานได้ในราวสองวินาที เร็วพอจะจับความคิดที่แวบเข้ามาไว้ทัน ตัวเรือนทำจากเซลลูโลสอะซิเตทของอิตาลี ซึ่งเป็นวัสดุจากฝ้ายที่ปลูกทดแทนได้ แล้วนำมาแกะด้วยมือที่สตูดิโอในฮายามะ แต่ละด้ามจึงมีลายในเนื้อวัสดุที่ไม่ซ้ำกัน มีให้เลือกถึงสิบสี่เฉด ตั้งชื่อไว้อย่าง Flower Garden และ Whiskey

สิ่งที่น่าหยุดดูคือวิธีที่เขาเลือกวัสดุ อะซิเตทเป็นวัสดุที่คนคุ้นจากกรอบแว่นมากกว่าปากกา มันให้ผิวสัมผัสอุ่นมือ ไม่เย็นเหมือนโลหะ และเมื่อขัดแล้วจะมีความลึกของสีที่พลาสติกทั่วไปทำไม่ได้ การหยิบวัสดุจากอีกวงการมาใช้ในของชิ้นเล็ก คือการตัดสินใจแบบคนที่มองของด้วยสายตาสถาปนิก มองว่าเนื้อวัสดุคือครึ่งหนึ่งของงานออกแบบ

อีกชิ้นในชุดคือ A4 Memo Wallet สมุดบางที่ใช้กระดาษถ่ายเอกสาร A4 ธรรมดาเป็นไส้ พับครึ่งแล้วเสียบเข้าปกหนัง ไม่ต้องซื้อรีฟิลเฉพาะรุ่น ปกทำจากหนังฟอกฝาดจากทัสคานีที่ฟอกด้วยน้ำฝาดจากพืช แล้วให้ช่างญี่ปุ่นเก็บงานอีกที ความคิดเบื้องหลังเรียบง่าย ของที่ใช้ทุกวันไม่ควรผูกมัดให้เราต้องหาอะไหล่ยากๆ กระดาษ A4 หาได้ทุกที่ นั่นคือความอิสระอย่างหนึ่ง

ชุดยังมี PEN HOLSTER ซองหนังสำหรับพกปากกาติดตัว และ ZERO HOLSTER คลิปหนีบแว่นที่ทำเหมือนเครื่องประดับ มีลายคลื่นแบบสมัยเอโดะ ทั้งหมดวางอยู่บนแนวคิดเดียวกันคือ ของเหล่านี้ต้องเดินทางไปกับเจ้าของได้ เบา หยิบง่าย และดูดีพอจะพกโดยไม่ต้องซ่อน

สิ่งที่ทำให้งานชุดนี้ต่างจากเครื่องเขียนดีไซน์ทั่วไป อยู่ตรงที่มันไม่ได้พยายามดูล้ำหรือมินิมอลจนแข็ง มันเป็นของที่เกิดจากจังหวะชีวิตจริง คนที่เดินเลียบทะเลแล้วอยากจดอะไรสักอย่าง วิธีคิดแบบนี้ทำให้นึกถึงงานของดีไซเนอร์ที่มองว่าการออกแบบไม่ใช่การประดิษฐ์รูปทรงใหม่ แต่คือการฟังว่าชีวิตต้องการอะไร คล้ายกับที่ Isamu Noguchi เคยปฏิเสธคำว่านักออกแบบ เพราะเขามองงานของตัวเองเป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกับพื้นที่มากกว่าการทำผลิตภัณฑ์

ชุดนี้วางขายที่ Ginza Itoya ชั้นสามในโตเกียว ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ราคาตั้งแต่ราวสามพันถึงหนึ่งหมื่นสามพันเยน ไม่ใช่ของถูก แต่ก็เป็นราคาที่บอกได้ว่ามันคือของที่ตั้งใจให้ใช้นาน ไม่ใช่ของที่ซื้อมาแล้ววางลืม
บางที ของที่ดีที่สุดบนโต๊ะเรา อาจไม่ใช่ของที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นของที่ทำให้เราอยากหยิบมันขึ้นมาใช้ทุกวัน แล้วรู้สึกว่ามันเข้าใจจังหวะชีวิตของเราพอดี
อ้างอิงข้อมูลและภาพจาก MARIO DEL MARE (株式会社MARIO DEL MARE) เผยแพร่ผ่าน PR TIMES
Photo credit: MARIO DEL MARE via PR TIMES
ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Postcard “Sunflower” by Naive Flora Tattoo โปสการ์ดพิมพ์ลายดอกไม้ที่วางคู่กับปากกาบนโต๊ะ เป็นกระดาษแผ่นเล็กสำหรับจดหรือส่งถึงใครสักคน เข้ากับความคิดของเครื่องเขียนที่ทำมาเพื่อให้เราได้เขียนด้วยมืออีกครั้ง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด