ลองมองป้ายร้านแถวบ้าน แล้วมองหน้าจอมือถือในมือ ตัวอักษรไทยสองชุดนี้ต่างกันตรงจุดเล็กมาก คือวงกลมเล็กๆ ตรงหัวตัวอักษร ที่ชุดหนึ่งมี อีกชุดหนึ่งไม่มี
จุดนั้นเคยเป็นเรื่องที่คนทะเลาะกันจริงจัง

คนที่อยู่ตรงกลางของเรื่องนี้คือ Cadson Demak โรงหล่อตัวอักษรจากกรุงเทพ ตั้งขึ้นในปี 2002 โดย Pongthorn Hiranpruek, Burin Hemthat และ Anuthin Wongsunkakon ก่อนจะแยกตัวเป็นโรงหล่อฟอนต์เต็มรูปแบบในปี 2008 ชื่อของพวกเขาถอดมาจากคำไทยที่แปลว่าคัดสรรอย่างดี
หัวที่หายไป
ตัวอักษรไทยมีสิ่งที่ตัวอักษรละตินไม่มี คือหัว วงกลมเล็กตรงจุดเริ่มเส้น มันคือร่องรอยของการเขียนด้วยมือ คือจุดที่ปากกาแตะกระดาษก่อนจะลากต่อ

ตัวอักษรแบบไม่มีหัวไม่ใช่ของใหม่ มันเคยมีมาก่อน แต่ถูกจำกัดให้อยู่แค่พาดหัวข่าวและป้ายโฆษณา คือที่ที่ตัวอักษรใหญ่พอจะอ่านออกโดยไม่ต้องพึ่งหัว ส่วนเนื้อความยาวๆ ยังเป็นของแบบมีหัวเสมอ เพราะนั่นคือหน้าตาที่คนไทยคุ้นตามาตลอด
สิ่งที่ Cadson Demak ทำคือพาแบบไม่มีหัวออกจากพาดหัว แล้วทำให้มันใช้เป็นตัวเนื้อความได้จริง งานที่ทำให้ชื่อพวกเขาติดคือฟอนต์เฉพาะที่ทำให้ AIS ซึ่งตอนนั้นยังใช้ชื่อ GSM Advance นับเป็นฟอนต์ดิจิทัลไทยตัวแรกที่ออกแบบมาเพื่องานแบรนด์โดยเฉพาะ
เมื่อบริษัทมือถือใหญ่ใช้ตัวอักษรแบบไม่มีหัวกับทุกอย่างตั้งแต่ป้ายร้านถึงใบเสร็จ คำถามว่าตัวอักษรต้องมีหัวไหมก็เปลี่ยนจากเรื่องถกเถียง กลายเป็นเรื่องที่คนเห็นทุกวันจนชิน

ฟอนต์เป็นเสื้อผ้าของความคิด
Anuthin ตั้งคำถามกับงานตัวเองแบบตรงไปตรงมาว่าทำไมเราถึงต้องมีฟอนต์ใหม่ ในเมื่อหน้าที่ของคนออกแบบฟอนต์คือทำฟอนต์ใหม่อยู่แล้ว คำตอบของเขาคือฟอนต์เป็นเหมือนกล่องบรรจุความคิด แต่มันก็บอกอารมณ์และบุคลิกได้ด้วย ไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่เราเลือกใส่

วางเรียงกันแล้วจะเห็นว่าแต่ละตัวพูดคนละน้ำเสียง Kanit เหลี่ยมและตรง Mitr กลมและนุ่มกว่า Prompt เรียบจนเกือบไม่มีท่าที Bai Jamjuree ผอมและมีจังหวะของมันเอง ส่วน Chonburi ยังเก็บหัวไว้ครบและเล่นกับความหนาบางแบบตัวอักษรบนป้ายเก่า

จุดที่ควรสังเกตคือ Chonburi ออกมาจากโรงหล่อเดียวกับ Kanit พวกเขาไม่ได้ทิ้งของเดิมเพื่อไปหาของใหม่ แต่ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน หัวที่ยังอยู่ในบางตัวไม่ได้อยู่เพราะความเคยชิน มันอยู่เพราะมีงานที่ต้องการมัน ความรู้สึกแบบนั้นหาไม่ได้จากตัวอักษรที่ตัดหัวทิ้ง เหมือนที่เห็นได้จาก ตัวอักษรลายมือข้างถนน ที่ยังเขียนด้วยพู่กันจนถึงวันนี้
งานที่ต้องอยู่กับภาษาอื่น
ปัญหาที่คนออกแบบฟอนต์ไทยเจอแต่คนออกแบบฟอนต์ละตินไม่เจอ คือตัวอักษรไทยแทบไม่เคยอยู่ลำพัง มันต้องอยู่ในประโยคเดียวกับภาษาอังกฤษ กับตัวเลข กับชื่อแบรนด์ ไทยมีสระบนสระล่างและวรรณยุกต์ที่ซ้อนขึ้นไปสองชั้น ส่วนละตินไม่มี ถ้าจูนไม่ดี บรรทัดจะดูเหมือนตัวอักษรสองชุดที่บังเอิญมาอยู่ด้วยกัน

ฟอนต์ของ Cadson Demak เกือบทั้งหมดปล่อยออกมาเป็นโอเพนซอร์สภายใต้ Open Font License ใครก็โหลดไปใช้ได้ ทั้งงานเล็กงานใหญ่ ทั้งเชิงพาณิชย์และไม่ใช่ นั่นคือเหตุผลที่ Kanit โผล่อยู่แทบทุกที่ ตั้งแต่เมนูร้านกาแฟไปจนถึงป้ายหาเสียง
คนที่อ่านตัวอักษรพวกนี้ทุกวันแทบไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน และนั่นอาจแปลว่ามันทำงานสำเร็จแล้ว ตัวอักษรที่ดีมักไม่เรียกร้องให้ใครมองมัน มันแค่พาสารไปให้ถึง
ถ้าหัวที่หายไปทำให้ตัวอักษรอ่านง่ายขึ้นบนจอ แต่ทำให้ร่องรอยของปากกาที่เคยแตะกระดาษหายไปด้วย คำถามที่เหลืออยู่คงไม่ใช่ว่าอันไหนถูก แต่คือเรายอมแลกอะไรไปแล้วบ้างโดยไม่ทันสังเกต
ข้อมูลจาก GRANSHAN และ Google Fonts · ฟอนต์ทั้งหมดในบทความนี้ออกแบบโดย Cadson Demak เผยแพร่ภายใต้ SIL Open Font License
Photo credit: Portjolio เรนเดอร์ตัวอย่างจากไฟล์ฟอนต์จริง · ฟอนต์โดย Cadson Demak (SIL Open Font License)
ของชิ้นนี้จากร้าน Portjolio

Daily Eyes Poster No.2 โปสเตอร์ A3 พิมพ์บนกระดาษด้าน เป็นของที่อยู่บนผนังแล้วต้องอ่านออกจากระยะไกล เหมือนกับที่ตัวอักษรต้องทำงานให้ได้ในทุกระยะ
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด