ข้างเคาน์เตอร์ขายปากกาในร้านเครื่องเขียน มักมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ให้ลองเขียน คนเดินผ่านขีดเส้น เขียนชื่อตัวเอง วาดวงกลม หรือลากเส้นยึกยือเพื่อดูว่าหมึกไหลดีไหม แล้วก็เดินจากไป ไม่มีใครคิดว่ารอยพวกนั้นคืออะไร

Charles Munka คิด เขาเก็บกระดาษทดลองเขียนเหล่านั้นมานานกว่ายี่สิบปี จากร้านเครื่องเขียนในหลายเมืองทั่วโลก แล้วนำรอยขีด ตัวอักษร และสัญลักษณ์ที่คนแปลกหน้าทิ้งไว้ มาประกอบขึ้นใหม่เป็นภาพ ในชุดงานที่เขาเรียกว่า Tameshigaki หรือ lignes de vies ซึ่งแปลได้ว่าเส้นของชีวิตหลายชีวิต

ผลงานของ Charles Munka ที่ประกอบจากรอยขีดเขียนทดลองปากกา

Munka เกิดที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เขาเดินทางมาโตเกียวครั้งแรกตอนอายุยี่สิบ ด้วยแรงดึงดูดจากการ์ตูนมังงะ จากนั้นใช้ชีวิตในเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ก่อนจะลงหลักปักฐานบนเกาะซาโดะ จังหวัดนีงาตะ ตั้งแต่ราวเจ็ดปีก่อน การย้ายมาเกาะครั้งแรกเริ่มจากโครงการศิลปินพำนัก แล้วเขาก็ติดอยู่กับธรรมชาติและการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลที่นั่น

วิธีคิดของเขาบอกอะไรได้มากกว่าประวัติการเดินทาง สิ่งที่ Munka ทำไม่ใช่การวาดเส้นเอง แต่เป็นการเก็บเส้นที่คนอื่นวาดทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ เขาเคยเล่าว่าตัวเองมักถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่บ่งบอกลักษณะเฉพาะของแต่ละที่ ที่ฮ่องกงคือรอยเขียนบนกำแพงไซต์ก่อสร้าง ที่ซาโดะคือร่องรอยของประเพณีท้องถิ่น รอยพวกนี้คือลายมือของสถานที่ ที่คนอยู่ที่นั่นมองไม่เห็นเพราะชินเกินไป

ภาพวาดของ Charles Munka เส้นและตัวอักษรซ้อนทับกันบนพื้นกระดาษ

ความหลงใหลในเส้นของเขามีรากมาจากวัยเด็ก จากเส้นขาวดำของมังงะที่เขาโตมาด้วย และเชื่อมโยงต่อไปถึงงานวาดด้วยหมึกของจีนและญี่ปุ่น เขาได้แรงบันดาลใจจาก Teiji Horio ศิลปินในกลุ่ม Gutai ที่ทำให้เขาตัดสินใจใช้เครื่องเขียนเป็นวัสดุของงานศิลปะ เขาเดินเข้าร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน และทำรอยถูบนถนนด้วยกระดาษคาร์บอนสำหรับเครื่องพิมพ์ดีด

ในชุดงานล่าสุดชื่อ HOLLOWAYS ที่จัดแสดงบนเวทีโนห์ของศาลเจ้าแห่งหนึ่งบนเกาะซาโดะ เขาขยับจากรอยขีดของคนทั่วไป ไปสู่แผนผังท่ารำของละครโนห์ ท่วงท่าที่เรียกว่าคาตะถูกถอดออกมาเป็นเส้นและรูปทรงนามธรรม เขายังคงทำสิ่งเดิม คือมองหาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับสถานที่ แล้วแปลมันเป็นภาพ

ผลงานนามธรรมของ Charles Munka จากร่องรอยการเขียนที่คนทิ้งไว้

สิ่งที่ทำให้งานของ Munka อยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่เทคนิค แต่เป็นการเปลี่ยนสายตาที่เรามีต่อของไร้ค่า รอยทดลองปากกาคือสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นแล้วถูกทิ้งทันที เป็นร่องรอยของการกระทำที่ไม่มีใครตั้งใจให้เป็นงาน เมื่อเขาเก็บมันมาวางเรียงใหม่ มันกลายเป็นบันทึกของมือนับร้อยที่เคยผ่านจุดนั้น ความบังเอิญและความไม่สมบูรณ์ของมันคือเนื้อหา ไม่ใช่ข้อบกพร่อง ในแง่นี้งานของเขาอยู่ใกล้กับ วิธีที่ Braulio Amado โอบรับความไม่เรียบร้อยในงานกราฟิก ที่ซึ่งร่องรอยของมือมีค่ามากกว่าความเนี้ยบ

ครั้งต่อไปที่ยืนข้างเคาน์เตอร์ปากกา แล้วเห็นกระดาษที่เต็มไปด้วยรอยขีดของคนแปลกหน้า บางทีเราอาจมองมันต่างไปจากเดิม ว่ามันไม่ใช่แค่กระดาษทิ้ง แต่คือที่ที่หลายชีวิตเคยมาแตะไว้ชั่วครู่

ติดตามผลงานของ Charles Munka ได้ที่ Instagram @charlesmunka

ผลงานทั้งหมด: Charles Munka

Photo credit: Charles Munka

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด