บนกำแพงหินแกรนิตสีดำในกรุงวอชิงตัน มีนิ้วมือแตะไปที่ตัวอักษรตัวหนึ่ง ช้าๆ เหมือนกำลังอ่านด้วยการสัมผัส ไม่ใช่การมอง
ชื่อที่สลักอยู่บนนั้นมีมากกว่าห้าหมื่นแปดพันชื่อ ทุกชื่อเรียงต่อกันไปตามวันที่คนคนนั้นเสียชีวิต และทุกชื่อใช้ตัวอักษรแบบเดียวกัน ตัวอักษรที่ชื่อ Optima

ย้อนกลับไปปี 1950 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี นักออกแบบตัวอักษรชาวเยอรมันชื่อ Hermann Zapf เดินเข้าไปในโบสถ์ Santa Croce เขาก้มมองแผ่นหินหลุมศพเก่าแก่บนพื้น แล้วสะดุดกับรูปทรงของตัวอักษรที่ช่างสลักไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน
ปลายเส้นของตัวอักษรเหล่านั้นบานออกเล็กน้อย ไม่ใช่เส้นตรงแข็งๆ และไม่มีขีดเชิงแบบตัวอักษรโรมัน Zapf หยิบสิ่งที่มีติดตัวขึ้นมาจดทันที นั่นคือธนบัตรอิตาลีสองสามใบ เพราะตอนนั้นไม่มีกระดาษอื่นอยู่ในมือ

สิ่งที่ Zapf จดไว้วันนั้นกลายเป็น Optima ในปี 1958 มันเป็นตัวอักษรที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองโลก ไม่มีขีดเชิงเหมือนตัวอักษรมีเชิง แต่ก็ไม่แบนเรียบเสมอกันเหมือนตัวอักษรไร้เชิงทั่วไป เส้นของมันหนาบางไม่เท่ากัน ค่อยบานตรงปลายเบาๆ
ความลังเลตรงนี้เองที่ทำให้มันพิเศษ Optima ดูสะอาดและร่วมสมัยเหมือนตัวอักษรไร้เชิง แต่ยังมีความอบอุ่นและลมหายใจของงานเขียนด้วยมืออยู่ในตัว

ในโลกของตัวอักษร ความเป็นกลางแบบนี้หายาก ตัวอักษรส่วนใหญ่เลือกข้าง ตระกูลตัวอักษรมีเชิงอย่าง Garamond เล่าเรื่องความคลาสสิกและหนังสือ ส่วนตัวอักษรไร้เชิงเล่าเรื่องความทันสมัยและเครื่องจักร Optima ปฏิเสธที่จะเลือก มันจึงถูกใช้ในที่ที่ต้องการทั้งความสง่างามและความจริงใจไปพร้อมกัน

เมื่อปี 1982 Maya Lin สถาปนิกวัยยี่สิบต้นๆ ออกแบบอนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกเวียดนาม เธอเลือก Optima มาสลักชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด เหตุผลไม่ใช่เรื่องความสวยอย่างเดียว ตัวอักษรที่บานปลายเบาๆ นี้ดูนิ่ง สงบ และให้เกียรติ ไม่เสียงดัง ไม่พยายามปลอบใจ แค่บันทึกชื่อไว้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา
บนหินสีดำที่สะท้อนเงาคนดู ตัวอักษร Optima ทำหน้าที่ของมันเงียบๆ ปล่อยให้ชื่อเป็นฝ่ายพูด

Optima ไม่ได้อยู่แค่บนอนุสรณ์สถาน แบรนด์เครื่องสำอางอย่าง Estée Lauder และรถยนต์อย่าง Aston Martin ก็เลือกใช้มันมานาน ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือความสง่างามที่ไม่ต้องตะโกน ตัวอักษรที่เกิดจากหลุมศพในฟลอเรนซ์ กลายเป็นเสียงของความหรูที่นิ่งและมั่นใจ
บางที นั่นคือสิ่งที่ตัวอักษรทำได้และเรามักลืมไป มันไม่ได้แค่บรรจุคำ แต่กำหนดน้ำเสียงของคำนั้นด้วย ชื่อเดียวกัน ถ้าเปลี่ยนตัวอักษร ความรู้สึกก็เปลี่ยน และบนกำแพงที่วอชิงตัน คนที่ยกมือขึ้นแตะตัวอักษรอาจไม่เคยรู้ชื่อคนออกแบบฟอนต์เลย แต่สิ่งที่เขาสัมผัส คือการตัดสินใจเล็กๆ ที่เริ่มต้นบนธนบัตรใบหนึ่งเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อน
Photo credit: Unsplash
ของชิ้นนี้จากร้าน Portjolio

Daily Eyes Postcard No.1 โปสการ์ดที่รอให้เขียนชื่อและถ้อยคำลงไป ก่อนส่งถึงใครสักคน อีกพื้นที่หนึ่งที่ตัวอักษรกับกระดาษเก็บความทรงจำไว้ด้วยกัน
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด