เปิดนิยายเล่มหนึ่งที่อ่านจบไปนานแล้ว มองหน้ากระดาษสักครู่ก่อนจะเริ่มอ่าน คราวนี้ไม่ได้อ่านเนื้อเรื่อง แต่มองตัวอักษร เส้นบางสลับหนา เซริฟเล็กๆ ที่ปลายขา ช่องว่างที่พอดีระหว่างคำ ทั้งหมดนี้เคยผ่านตาเรามาเป็นพันหน้า โดยที่เราไม่เคยหยุดดูมันสักครั้ง

ความเป็นไปได้สูงคือสิ่งที่เรากำลังมองอยู่ คือ Garamond หรือฟอนต์สักตัวที่สืบเชื้อสายมาจากมัน ตัวอักษรที่ถูกออกแบบมาเกือบห้าร้อยปีก่อน และยังคงทำงานเงียบๆ อยู่ในหนังสือที่เราถือ

ตัวเรียงพิมพ์ไม้แบบ letterpress วางเรียงกัน

คนที่ตัดต้นแบบของมันชื่อ Claude Garamond ช่างแกะตัวพิมพ์ชาวปารีสในศตวรรษที่สิบหก ยุคนั้นตัวพิมพ์ยังต้องแกะทีละตัวลงบนแท่งโลหะด้วยมือ Garamond แกะอักษรโรมันที่อ้างอิงจากลายมือเขียนแบบมนุษยนิยม เส้นที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งทื่อ จนกลายเป็นมาตรฐานของการพิมพ์ในยุโรปไปอีกหลายร้อยปี

สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การออกแบบให้ตัวอักษรเด่น แต่ตรงกันข้าม เขาออกแบบให้มันหายไป ตัวอักษรที่ดีสำหรับเนื้อความยาวๆ คือตัวที่ไม่เรียกร้องความสนใจ ปล่อยให้สายตาไหลผ่านไปได้โดยไม่สะดุด

หน้ากระดาษหนังสือเก่าที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรเซริฟ

มีคนเคยเปรียบงานพิมพ์ที่ดีกับแก้วคริสตัลใส Beatrice Warde นักเขียนด้านการพิมพ์บอกว่า แก้วไวน์ที่ดีที่สุดคือแก้วใสที่เรามองทะลุไปเห็นไวน์ข้างใน ไม่ใช่แก้วทองคำสลักลายที่สวยจนเราลืมว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ตัวอักษรสำหรับอ่านก็เช่นกัน หน้าที่ของมันคือการเป็นภาชนะใสที่ส่งความหมายผ่านไปถึงคนอ่าน

Garamond ทำหน้าที่นั้นได้ดีจนแทบไม่มีใครสังเกต และนั่นคือคำชมที่สูงที่สุดสำหรับฟอนต์ประเภทนี้ เรื่องของตัวอักษรที่ถูกออกแบบมาเพื่อเนื้อความยาวๆ เคยเล่าไว้แล้วครั้งหนึ่งในเรื่องของ Times New Roman กับหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ต้องการความประหยัดพื้นที่และความชัดเจน

ลูกกลิ้งหมึกของแท่นพิมพ์ letterpress

เรื่องน่าขันอย่างหนึ่งคือ ฟอนต์จำนวนมากที่เราเรียกว่า Garamond ทุกวันนี้ ความจริงแล้วอ้างอิงจากตัวพิมพ์ของ Jean Jannon ช่างแกะอีกคนที่ทำงานหลัง Garamond ราวร้อยปี เป็นความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์ที่ติดมานานจนกลายเป็นเรื่องปกติ ชื่อหนึ่งชื่อ จึงครอบคลุมตัวอักษรหลายสายที่หน้าตาใกล้กันแต่ไม่ใช่ตัวเดียวกัน

หน้าสิ่งพิมพ์เก่าที่เรียงด้วยตัวอักษรเซริฟเป็นคอลัมน์

ในยุคดิจิทัล Garamond ถูกฟื้นขึ้นมาใหม่นับครั้งไม่ถ้วน Robert Slimbach ออกแบบ Adobe Garamond ในปี 1989 โดยกลับไปดูตัวพิมพ์ต้นฉบับของ Garamond เองและตัวเอียงของ Robert Granjon ก่อนหน้านั้น Jan Tschichold ก็เคยออกแบบ Sabon ที่มีราก Garamond ให้ใช้ได้กับเครื่องพิมพ์สมัยใหม่ แต่ละเวอร์ชันคือการตีความตัวอักษรเก่าด้วยสายตาของยุคที่ทำมันขึ้นมา

รางเก็บตัวเรียงพิมพ์โลหะแยกตามตัวอักษร

เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีนักเรียนมัธยมในอเมริกาคำนวณว่า ถ้าหน่วยงานรัฐเปลี่ยนมาพิมพ์เอกสารด้วย Garamond ที่เส้นบางกว่า จะประหยัดหมึกได้มหาศาล ข่าวนั้นแพร่ไปทั่ว และทำให้คนทั่วไปที่ไม่เคยสนใจฟอนต์ ได้ยินชื่อ Garamond เป็นครั้งแรก ตัวอักษรที่เคยเงียบที่สุด กลับดังขึ้นมาเพราะเรื่องของเส้นที่บางลงเพียงนิดเดียว

หนังสือเปิดอยู่บนโต๊ะ เห็นเนื้อความที่เรียงด้วยตัวอักษรเซริฟ

ปิดหนังสือเล่มนั้นแล้ววางลง ตัวอักษรที่เพิ่งมองกลับไปทำหน้าที่เดิมของมันต่อ คือการหายไปในความหมาย ครั้งหน้าที่อ่านอะไรสักอย่างจนเพลิน ลองนึกดูว่ามีใครคนหนึ่งเมื่อห้าร้อยปีก่อน นั่งแกะรูปร่างของตัว a ตัวนั้นด้วยมือ เพื่อให้เราอ่านมันได้โดยไม่ต้องคิดถึงมันเลย

Photo credit: Bruno Martins, Annie Spratt, Nik, Hannes Wolf, Abinash Jothimani / Unsplash


ชวนดูของในร้าน Portjolio

DAN Leaf in the woods risograph zine โดย double-T

DAN’ Leaf in the woods เป็นซีนพิมพ์ริโซกราฟของ double-T หนังสือเล่มเล็กที่ตัวอักษรกับภาพเดินไปด้วยกันบนหน้ากระดาษ เป็นที่ที่เรื่องของฟอนต์อย่าง Garamond ทำงานจริง คือในมือคนอ่าน ไม่ใช่ในตำราออกแบบ

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด