เมื่อโลโก้กับจิตรกรรมมาจากจุดเดียวกัน
ลองนึกถึงภาพวาดที่ดูเรียบง่ายจนเหมือนจะเข้าใจได้ทันที — แต่ยิ่งมองนานก็ยิ่งรู้สึกว่ามันพูดอะไรบางอย่างที่คำพูดทำไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ Geoff McFetridge ทำมาตลอดชีวิตการทำงานของเขา เขาสร้างภาพที่ทำหน้าที่เหมือนภาษา — ไม่ใช่ภาพที่ต้อง “ดู” แต่เป็นภาพที่ต้อง “อ่าน”

McFetridge เกิดที่ Edmonton แคนาดา แต่ใช้ชีวิตและทำงานใน Los Angeles เขาเริ่มต้นจากวงการ skateboard culture ของ West Coast ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของกราฟิกดีไซน์ ไทเทิลซีเควนซ์ในฮอลลีวูด และงานจิตรกรรมร่วมสมัย สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ว่าเขาทำอะไร — แต่เป็นวิธีที่เขา “คิดผ่านภาพ” ในทุกสิ่งที่ทำ
ภาพที่ทำงานเหมือนภาษา
McFetridge เคยพูดไว้ว่างานจิตรกรรมของเขา “หยั่งรากอยู่ในโลโก้พอ ๆ กับประวัติศาสตร์ศิลปะ” นี่คือประโยคที่อธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด เขาไม่ได้มองว่า commercial work กับ fine art เป็นสองโลกที่แยกขาดจากกัน ทั้งสองมาจากจุดเดียวกัน — ความเข้าใจในพลังของภาพ ความสามารถของมันในการสื่อสารไอเดียซับซ้อนได้ในชั่วพริบตา แต่ในขณะเดียวกันก็ทิ้งปริศนาไว้ให้เราคิดต่อ
งานของ McFetridge มีลายเซ็นที่จำได้ทันที: รูปทรงเรียบแบน สีสันหนักแน่น ฟิกเกอร์มนุษย์ที่ถูกลดทอนจนเหลือแค่แก่นแท้ แต่ความเรียบง่ายนั้นเป็นกับดัก — ทุกภาพบรรจุความซับซ้อนทางความคิดที่ค่อย ๆ เปิดเผยออกมาเมื่อเราใช้เวลากับมัน เขาสนใจสร้างภาพที่อยู่ตรงกลางระหว่าง image กับ language — ภาพที่สมองเราอ่านเหมือนตัวอักษร มากกว่าจะรับรู้ในเชิงพื้นที่หรือกายภาพ

Nature Mart — เมื่อม้าโทรจันทำจากคน
ในนิทรรศการ Nature Mart ที่ Cooper Cole, Toronto เมื่อปี 2023 McFetridge นำเสนอชุดผลงานที่ตั้งคำถามเรื่อง connection, empathy และความรับผิดชอบที่เรามีต่อกันในฐานะมนุษย์ ภาพวาดสีอะคริลิกบนแคนวาสชุดนี้แสดงฟิกเกอร์ไร้หน้าตาที่ประสานร่างกันเป็นรูปทรงใหม่ — บางชิ้นเป็นคนที่โอบกอดกันจนแยกไม่ออก อย่าง “Group Hug” บางชิ้นเป็นร่างมนุษย์ที่ประกอบขึ้นเป็นรูปม้า อย่าง “Horse That Jack Built 2” ราวกับ Trojan horse ที่ข้างในเต็มไปด้วยผู้คน
ในขณะที่บางภาพพูดเรื่องการอยู่ร่วมกัน บางภาพกลับแสดงการแยกห่าง อย่าง “Thruwall” ที่วาดสองร่างเกือบเหมือนกันทุกประการ กำลังเดินเข้าหากำแพงที่กั้นพวกเขาไว้ McFetridge ไม่เคยบอกว่าอะไรคือ “คำตอบ” เขาแค่วางคำถามไว้ — แล้วปล่อยให้ภาพทำงานของมัน

Process แบบ McFetridge
McFetridge บอกว่ากระบวนการวาดภาพของเขาเป็นเรื่อง “น่ากลัว เต็มไปด้วยความล้มเหลว ยากลำบาก และสับสน” ซึ่งเป็นคำพูดที่ขัดกับผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาดูสะอาดและมั่นใจ เขาเริ่มจากสเก็ตช์เล็ก ๆ ในสมุดโน้ต แล้ววาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายเวอร์ชันก่อนจะเลือกเวอร์ชันสุดท้ายไปทำบนแผ่นไม้ process นี้ไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่สมัยทำกราฟิกให้ skateboard จนถึงวันที่แขวนงานในแกลเลอรี — วาด ปรับ ทำซ้ำ
ความน่าสนใจอยู่ที่ McFetridge ไม่เคยทิ้งทักษะ graphic design ของเขาไว้ที่ประตูสตูดิโอจิตรกรรม เขาพกมันเข้าไปด้วยทุกครั้ง ทักษะในการกลั่นภาพให้เหลือแก่น ความเข้าใจเรื่อง negative space และจังหวะของ composition ทั้งหมดนี้มาจากการทำงาน commercial มาหลายสิบปี — กับ Apple, Nike, Patagonia, Hermès และอีกมากมาย แต่แทนที่จะทำให้งานศิลปะของเขาดู “commercial” มันกลับทำให้มันมีความ precise ที่จิตรกรหลายคนไม่มี
Portjolio มองยังไง
Geoff McFetridge ทำให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง “ดีไซเนอร์” กับ “ศิลปิน” เป็นเส้นที่เราลากขึ้นมาเอง คนที่ออกแบบโลโก้ให้แบรนด์ระดับโลกกับคนที่แขวนภาพในแกลเลอรีที่ Toronto, Copenhagen และ Tokyo ไม่จำเป็นต้องเป็นคนละคน McFetridge พิสูจน์ว่ามันเป็นคนเดียวกันได้ — ถ้าคุณเข้าใจว่าทุกภาพ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้หรือจิตรกรรมขนาดใหญ่ ล้วนทำหน้าที่เดียวกัน: สื่อสารสิ่งที่คำพูดไม่อาจสื่อได้
ติดตามผลงานของ Geoff McFetridge ได้ที่ championdontstop.com และ Instagram @mcfetridge
เครดิตภาพ: ผลงาน Geoff McFetridge / ภาพถ่ายโดย Jessann Reece จาก Cooper Cole, Toronto / อ้างอิงจาก Colossal
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio — ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด