
คนที่มายืนหน้ากำแพงหินสีดำในกรุงวอชิงตันมักยกมือขึ้นแตะชื่อใดชื่อหนึ่ง นิ้วลูบไปตามร่องตัวอักษรที่สลักลึกลงในหิน ตรงนั้นมีชื่อคนกว่าห้าหมื่นแปดพันชื่อ ทุกชื่อเขียนด้วยตัวอักษรแบบเดียวกัน และตัวอักษรแบบนั้นมีที่มาที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้
มันคือ Optima ตัวอักษรที่ออกแบบโดย Hermann Zapf นักออกแบบตัวอักษรชาวเยอรมัน จุดเริ่มไม่ได้อยู่ในสตูดิโอหรือโรงพิมพ์ แต่อยู่ในโบสถ์เก่าแห่งหนึ่งในเมืองฟลอเรนซ์

ปี 1950 Zapf เดินอยู่ในโบสถ์ Santa Croce เขาก้มมองพื้น ที่นั่นมีแผ่นหินอ่อนวางเรียงเป็นหลุมศพ บนแผ่นหินมีตัวอักษรที่ช่างสมัยเรอเนสซองส์สลักไว้ ตัวอักษรพวกนั้นไม่มีเชิง (serif) แบบตัวหนังสือโรมันทั่วไป แต่ปลายเส้นกลับบานออกเล็กน้อยเหมือนกำลังหายใจ Zapf หยิบสิ่งที่พอมีในกระเป๋าออกมาจด นั่นคือธนบัตรใบละพันลีรา เพราะเขาไม่มีกระดาษติดตัว
ภาพร่างบนธนบัตรใบนั้นกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของ Optima ในอีกไม่กี่ปีต่อมา สิ่งที่ Zapf เห็นบนหินอ่อนคือทางสายกลางที่แทบไม่มีใครเดินมาก่อน ตัวอักษรที่ไม่ใช่ทั้งตัวมีเชิงและตัวไม่มีเชิง เส้นตรงที่ค่อยๆ หนาขึ้นตรงปลายทำให้มันดูอบอุ่นกว่าตัวอักษรเรขาคณิตเย็นๆ แต่ก็ยังเรียบและทันสมัยพอที่จะไม่ดูเป็นของเก่า

ความบานตรงปลายเส้นนี้เองที่ทำให้ Optima ต่างจากตัวอักษรอื่น มันมีร่องรอยของการเป็นตัวอักษรที่ถูกจารึกลงบนหินมาก่อน ไม่ใช่ตัวอักษรที่ถูกวาดขึ้นบนกระดาษเปล่า ความทรงจำของสิ่วและค้อนยังอยู่ในรูปทรงของมัน แนวคิดเรื่องตัวอักษรที่ถือกำเนิดจากการแกะสลักหินแบบนี้ ชวนให้นึกถึง Trajan ตัวอักษรที่ลอกแบบมาจากอักษรโรมันบนเสาหิน ทั้งสองตัวคือหลักฐานว่าตัวหนังสือดิจิทัลจำนวนมากมีรากอยู่ในก้อนหิน

เมื่อสถาปนิก Maya Lin ออกแบบอนุสรณ์ทหารผ่านศึกเวียดนามในปี 1982 เธอต้องเลือกตัวอักษรมาสลักชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดลงบนผนังหิน การเลือก Optima เป็นการตัดสินใจที่เงียบแต่แม่นยำ ตัวอักษรที่บานปลายเล็กน้อยนี้อ่านง่ายในระยะใกล้ ดูสงบ ไม่แข็งกระด้าง และไม่พยายามเรียกร้องความสนใจไปจากตัวชื่อ มันทำหน้าที่เป็นภาชนะที่โปร่งใส ปล่อยให้ชื่อของแต่ละคนเป็นสิ่งที่คนมองเห็น ไม่ใช่ตัวอักษร

ที่น่าสังเกตคือวงจรของมันเดินครบรอบ Optima เกิดจากตัวอักษรบนหินอ่อนสุสานที่ฟลอเรนซ์ แล้ววันหนึ่งก็ถูกนำกลับไปสลักลงบนหินอีกครั้ง คราวนี้เพื่อจดจำคนอีกกลุ่มหนึ่ง ตัวอักษรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแค่ภาพร่างบนธนบัตร กลับมาทำงานเดียวกับที่มันเคยเห็นในโบสถ์ นั่นคือการเก็บรักษาชื่อของคนที่จากไปให้อยู่ต่อ
นอกจากบนกำแพงอนุสรณ์ Optima ยังถูกใช้ในที่ที่ต้องการความสง่างามแบบไม่โอ่อวด ทั้งบนบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางและโลโก้แบรนด์หรูหลายเจ้า มันเป็นตัวอักษรที่ดูแพงโดยไม่ต้องตะโกน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากในโลกที่ตัวหนังสือส่วนใหญ่พยายามดังให้สุด

ครั้งหน้าที่เห็นตัวอักษรที่ปลายเส้นบานออกเล็กน้อย ลองสังเกตดูว่ามันไม่ได้ตรงเป๊ะแบบเครื่องจักร แต่มีความไม่สม่ำเสมอที่มือคนทิ้งไว้ ร่องรอยเล็กๆ นั้นเดินทางมาไกลจากพื้นหินอ่อนในโบสถ์แห่งหนึ่ง และยังคงทำหน้าที่ของมันเงียบๆ อยู่จนถึงวันนี้
Photo credit: Unsplash
ชวนดูของในร้าน Portjolio

DAN’ Leaf in the woods ซีนริโซกราฟของ double-T ที่เล่าเรื่องการออกตามหาบ้านและตัวตน เข้ากันกับตัวอักษรที่ทำหน้าที่เก็บชื่อและความทรงจำของคนเอาไว้
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด