ประติมากรรมหินศักดิ์สิทธิ์โปร่งแสง Kamitate Stone I โดย Mariko Mori
Mariko Mori, Kamitate Stone I (2025) ภาพจากนิทรรศการ Radiance

ก้อนหินก้อนหนึ่งวางนิ่งอยู่กลางห้อง มันไม่ใช่หินจริง แต่เป็นวัตถุโปร่งแสงที่ดูเหมือนแสงถูกขังไว้ข้างใน ผิวของมันเปลี่ยนสีเมื่อเราขยับตัว ฟ้าอ่อนกลายเป็นชมพู ชมพูกลายเป็นเขียวจาง งานชิ้นนี้ชื่อ Kamitate Stone I ของ Mariko Mori และมันตั้งคำถามเงียบ ๆ ว่าสิ่งที่เรามองว่าเป็นวัตถุ แท้จริงแล้วคืออะไร

Mariko Mori เป็นศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานมากว่าสามทศวรรษ หลายคนจำเธอได้จากภาพถ่ายตัวเองในชุดไซบอร์กยุคทศวรรษ 1990 ภาพที่เธอแต่งตัวเป็นเทพธิดาแห่งอนาคต ยืนอยู่ในสถานีรถไฟโตเกียว แต่ถ้าดูงานล่าสุดของเธอ จะเห็นว่าเส้นทางได้เปลี่ยนไปไกล จากการแสดงตัวตน สู่การสร้างพื้นที่ให้คนอื่นได้สัมผัสบางสิ่งด้วยตัวเอง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตั้งแต่เธออายุยังไม่มาก เมื่อพ่อของเธอเสียชีวิต เธอเล่าว่าตั้งแต่นั้นเธอเริ่มค้นหาคำตอบว่าวิญญาณเดินทางไปไหนเมื่อจากร่างไป คำถามนี้อยู่กับเธอมาสามสิบหกปี เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อย ๆ แต่แกนกลางยังเหมือนเดิม คือความสนใจในจิตสำนึกและสิ่งที่อยู่พ้นการมองเห็น

ภาพเขียนแสงนามธรรมโทนพาสเทล Unity IX โดย Mariko Mori
Mariko Mori, Unity IX (2024) ภาพจากนิทรรศการ Radiance

วิธีคิดของ Mori น่าจับตาตรงที่เธอไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นสิ่งตรงข้ามกับจิตวิญญาณ สำหรับศิลปินหลายคน เครื่องจักรกับความศักดิ์สิทธิ์อยู่กันคนละขั้ว แต่เธอกลับใช้มันเป็นทางผ่าน เธอเคยพูดว่าเทคโนโลยีคืออีกหนทางหนึ่งในการเข้าใกล้สิ่งที่เรายังไม่รู้

ในงานชื่อ Tom Na H-iu เมื่อปี 2006 เธอนำข้อมูลของอนุภาคนิวตริโนที่ตามนุษย์มองไม่เห็นมาแปลงเป็นแสงที่เคลื่อนไหวบนเสาแก้ว ทุกครั้งที่มีดาวระเบิดในจักรวาล เซ็นเซอร์จะจับสัญญาณและทำให้เสานั้นเปล่งแสง วิทยาศาสตร์ที่เย็นชาที่สุดถูกทำให้กลายเป็นพิธีกรรมที่นุ่มนวล นี่คือลายเซ็นของเธอ การพาสิ่งที่วัดได้ด้วยเครื่องมือ ไปสัมผัสสิ่งที่วัดไม่ได้ด้วยใจ

อีกแหล่งที่หล่อเลี้ยงงานของเธอคือยุคโจมง ช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ผู้คนอยู่กับธรรมชาติอย่างแนบแน่น เธอสนใจความเชื่อเรื่องอิวาคุระ คือหินก้อนใหญ่ที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นที่สถิตของวิญญาณ ชุดประติมากรรม Stone ของเธอจึงเกิดจากการจินตนาการหินศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นใหม่ ให้กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงที่เปลี่ยนสีตามมุมมอง

สิ่งที่เธอทำไม่ใช่การลอกของเก่ามาใส่กรอบใหม่ แต่คือการหยิบวิธีมองโลกของคนเมื่อหลายพันปีก่อน มาวางเทียบกับปัญหาของวันนี้ เธอบอกว่าโลกทัศน์โบราณเหล่านี้เสนอการกลับหัวกลับหางของมุมมอง ที่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน หินยุคโจมงจึงไม่ใช่ของในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นบทเรียนเรื่องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ภาพมุมกว้างการจัดแสดงนิทรรศการ Radiance ของ Mariko Mori ที่ Sean Kelly
มุมมองการจัดแสดงนิทรรศการ Radiance ของ Mariko Mori ที่ Sean Kelly Gallery

ในนิทรรศการ Radiance ที่หอศิลป์ Sean Kelly กรุงนิวยอร์ก เมื่อปลายปี 2025 ชุดภาพ Unity แสดงให้เห็นอีกด้านของวิธีคิดนี้ มันคือภาพนามธรรมที่ทำจากอะลูมิเนียมและอะคริลิก เคลือบผิวไดโครอิกจนแสงหักเหเป็นรูปทรงสมมาตรในโทนพาสเทล ไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีตัวละคร มีเพียงแสงที่เปลี่ยนไปเมื่อร่างกายเราเคลื่อนที่

คำว่า Unity หรือความเป็นหนึ่งเดียว คือหัวใจของสิ่งที่ Mori พยายามสื่อมาตลอด เธอเชื่อในแนวคิดที่เรียกว่า Oneness ว่าการแบ่งแยกระหว่างเรากับสิ่งอื่นเป็นเพียงความคิด ไม่ใช่ความจริงพื้นฐาน เธอย้ำว่าการตระหนักถึงความเชื่อมโยงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องปรัชญา แต่มีผลจริงต่ออนาคตร่วมกันของเรา งานแต่ละชิ้นจึงไม่ได้ขอให้เราดู แต่ขอให้เราอยู่กับมัน จนเส้นแบ่งระหว่างผู้ชมกับวัตถุค่อย ๆ จางลง

มองในมุมของ Portjolio สิ่งที่ทำให้งานของ Mori อยู่ทน ไม่ใช่เพราะวัสดุล้ำสมัยหรือเทคนิคที่ซับซ้อน แต่เพราะเธอใช้เครื่องมือของยุคนี้ไปถามคำถามที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ คำถามเรื่องความตาย เรื่องวิญญาณ เรื่องที่ทางของเราในจักรวาล เทคโนโลยีในมือเธอจึงไม่เคยเป็นพระเอก มันเป็นเพียงประตูบานหนึ่ง ที่เปิดไปสู่สิ่งที่อยู่เกินกว่าตาจะเห็น สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ การได้เห็นว่าของใหม่กับของเก่าแก่ที่สุดอยู่ในงานชิ้นเดียวกันได้ คือคำเชิญให้กลับไปถามว่าเราเอาเครื่องมือในมือไปทำอะไร อ่านเรื่องราวของแสงในงานออกแบบเพิ่มเติมได้ที่ Russo Betak เมื่อเปลือกหอยกลายเป็นแสง

เมื่อหินที่ไม่ใช่หิน เปล่งแสงที่ไม่ใช่แสง บางทีคำถามที่เหลืออยู่อาจไม่ใช่ว่ามันทำมาจากอะไร แต่เป็นว่าเรากำลังมองเห็นอะไรกันแน่

ติดตามผลงานของศิลปินได้ที่ Mariko Mori ที่ Sean Kelly Gallery

Photo credit: Mariko Mori, Radiance, Sean Kelly Gallery (via This Is Colossal)

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด