บนทางหลวงในเยอรมนี ป้ายบอกทางวิ่งผ่านสายตาด้วยความเร็วร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวอักษรบนป้ายไม่ได้สวยจนต้องหยุดมอง แต่มันทำสิ่งที่ยากกว่านั้น คืออ่านออกได้ในเสี้ยววินาที โดยที่คนขับแทบไม่รู้ตัวว่าได้อ่าน
ตัวอักษรชุดนั้นชื่อ DIN และมันไม่ได้ถูกออกแบบโดยนักออกแบบตัวอักษร จุดเริ่มต้นของ DIN อยู่ในโลกของวิศวกรรม ไม่ใช่โลกของกราฟิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มันต่างจากฟอนต์อื่นตั้งแต่ต้น

เรื่องราวย้อนไปถึงปี 1905 เมื่อการรถไฟปรัสเซียต้องการระบบตัวอักษรมาตรฐานสำหรับเขียนบนตู้สินค้า เพื่อให้ทุกคนเขียนเหมือนกันและอ่านออกเหมือนกัน ต่อมาในยุค 1920 บริษัทอุตสาหกรรมเยอรมันมารวมตัวกันเพื่อตกลงมาตรฐานทางเทคนิคหลายอย่าง รวมถึงตัวอักษร ผลที่ได้ถูกเรียกว่า DIN 1451 และประกาศใช้เป็นมาตรฐานในปี 1936
DIN ย่อมาจากชื่อสถาบันมาตรฐานเยอรมัน เป้าหมายของมันชัดเจนและไม่โรแมนติกเลย คือตัวอักษรที่อ่านง่าย แยกแยะได้แม้ในระยะไกล และเขียนซ้ำได้เหมือนกันทุกครั้ง มันถูกสร้างบนระบบกริดง่ายๆ ด้วยเส้นที่หนาสม่ำเสมอตลอด ไม่มีลวดลาย ไม่มีอารมณ์ จากนั้นมันก็ไปอยู่บนป้ายจราจร ป้ายชื่อถนน เลขบ้าน และทะเบียนรถทั่วประเทศ

สิ่งที่น่าสังเกตคือเหตุผลที่ทำให้ DIN ถูกมองข้ามในตอนแรก กลับเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้นักออกแบบหลงรักมันในภายหลัง ความที่มันไม่พยายามเป็นอะไร ความที่มันถูกวาดด้วยตรรกะของวิศวกรไม่ใช่รสนิยมของศิลปิน ทำให้มันมีความจริงใจแบบที่ฟอนต์ตั้งใจสวยให้ไม่ได้ มันดูเหมือนของที่ถูกผลิตขึ้นเพราะจำเป็น ไม่ใช่เพราะอยากอวด
จุดเปลี่ยนมาถึงในปี 1995 เมื่อ Albert-Jan Pool นักออกแบบตัวอักษร หยิบ DIN 1451 มาศึกษาอย่างละเอียดและพัฒนาเป็น FF DIN ฉบับที่ใช้งานในงานพิมพ์และดิจิทัลได้จริง มีน้ำหนักหลายระดับ มีรายละเอียดที่ปรับให้นุ่มขึ้นโดยไม่ทิ้งความเป็นวิศวกรรม FF DIN ประสบความสำเร็จทันที สถาปนิก บริษัทเทคโนโลยี และนักออกแบบกราฟิกพากันใช้มัน เพราะมันให้ความรู้สึกแม่นยำและจริงจังโดยไม่แข็งทื่อ

นับจากนั้น DIN ก็โผล่ไปในที่ที่ไกลจากป้ายถนนมาก ทั้งบนปกหนังสือ บนแพ็กเกจวิสกี้ บนหน้าจอแอป และในงาน identity ของแบรนด์ที่อยากดูสะอาดและมีระเบียบ ที่น่าสังเกตคือมันพาความรู้สึกของป้ายจราจรเยอรมันติดตัวไปด้วยเสมอ คือความรู้สึกว่าอ่านได้ เชื่อถือได้ และไม่ต้องตีความ
เรื่องของ DIN ชวนให้นึกถึงตัวอักษรอีกตัวที่เกิดมาเพื่อระบบ อย่าง ฟอนต์ Johnston ที่ออกแบบให้รถไฟใต้ดินลอนดอน ทั้งสองตัวเกิดจากความจำเป็นในการนำทางคน ไม่ใช่จากความต้องการสร้างงานศิลปะ แต่กลับกลายเป็นงานออกแบบที่อยู่ยาวนานที่สุด
บางทีตัวอักษรที่ออกแบบมาเพื่อให้ลืมตัวมันเอง คือตัวอักษรที่เราจดจำได้นานที่สุด และคำถามที่เหลืออยู่คือ ของที่ดีที่สุดในชีวิตประจำวัน อาจเป็นของที่ถูกออกแบบมาอย่างดีจนเราไม่เคยทันสังเกตมันเลย
Photo credit: Florian Osmers, viktor rejent, Sebastian Herrmann / Unsplash
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด