เช้าวันที่ 3 ตุลาคม 1932 คนอ่านหนังสือพิมพ์ The Times ในลอนดอนคงสะดุดตาเล็กน้อย หน้ากระดาษยังเป็นข่าวเดิม คอลัมน์ยังเรียงแบบเดิม แต่ตัวอักษรดูคมขึ้น แน่นขึ้น อ่านสบายตากว่าเมื่อวาน ส่วนใหญ่คงไม่รู้ว่ากำลังมองตัวอักษรชุดใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อหน้านี้โดยเฉพาะ และจะกลายเป็นตัวอักษรที่ถูกอ่านมากที่สุดชุดหนึ่งในศตวรรษต่อมา
เรื่องเริ่มจากคำตำหนิ ปีก่อนหน้านั้น สแตนลีย์ มอริสัน ที่ปรึกษาด้านการพิมพ์ของบริษัท Monotype เขียนวิจารณ์ The Times ว่าคุณภาพงานพิมพ์ย่ำแย่ ตัวอักษรที่ใช้อยู่เป็นแบบเก่าจากศตวรรษที่สิบเก้า เส้นบางและจางจนอ่านลำบาก แทนที่จะปล่อยผ่าน หนังสือพิมพ์กลับจ้างเขาให้ออกแบบตัวอักษรใหม่ที่อ่านง่ายกว่าเดิม

มอริสันทำงานร่วมกับวิกเตอร์ ลาร์เดนต์ ช่างเขียนตัวอักษรในแผนกโฆษณาของหนังสือพิมพ์เอง เขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่หยิบตัวอักษรเก่าชื่อ Plantin มาเป็นฐาน แล้วปรับให้คมขึ้น เพิ่มความต่างระหว่างเส้นหนาและเส้นบางเพื่อให้ตัวอักษรดูชัดบนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่หมึกซึมง่าย โจทย์ของเขาไม่ใช่ความสวย แต่คือความชัดในพื้นที่แคบ

หนังสือพิมพ์ต้องการตัวอักษรที่ทำสองอย่างพร้อมกัน คือยัดตัวหนังสือลงในคอลัมน์แคบให้ได้มากที่สุด และยังต้องอ่านรู้เรื่องในขนาดเล็ก ตัวอักษรของมอริสันจึงค่อนข้างแคบ ประหยัดเนื้อที่ มีเชิงเล็กที่ช่วยนำสายตาไปตามบรรทัด ทุกอย่างถูกออกแบบให้ทำงานเงียบๆ ไม่ดึงความสนใจไปจากเนื้อข่าว

หนึ่งปีหลังเปิดตัวในหนังสือพิมพ์ Monotype นำตัวอักษรนี้ออกขายในชื่อ Times New Roman ให้โรงพิมพ์ทั่วไปใช้ได้ จากที่ออกแบบมาเพื่อหน้าหนังสือพิมพ์หน้าเดียว มันค่อยๆ แพร่ไปสู่หนังสือ นิตยสาร เอกสารราชการ และงานพิมพ์แทบทุกประเภท คนเรียกมันในภายหลังว่าตัวอักษรใหม่ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมานั้นแปลก ยิ่งตัวอักษรนี้ถูกใช้มากเท่าไร คนก็ยิ่งมองไม่เห็นมันมากเท่านั้น เมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ามา Times New Roman กลายเป็นฟอนต์ตั้งต้นในโปรแกรมพิมพ์งาน มันคือสิ่งที่ปรากฏขึ้นเองเมื่อเปิดเอกสารเปล่า ไม่มีใครเลือก ไม่มีใครคิดถึง เป็นเหมือนเสียงพื้นหลังที่อยู่ตรงนั้นจนเราลืมว่ามันมีตัวตน

ความเป็นค่าตั้งต้นนี้เองที่ทำให้มันมีสองหน้า สำหรับบางคน Times New Roman คือสัญลักษณ์ของความเป็นทางการ ความน่าเชื่อถือ เอกสารราชการและงานวิชาการ สำหรับอีกหลายคน มันคือฟอนต์ของคนที่ไม่ได้เลือกฟอนต์ คือสิ่งที่ใช้เมื่อไม่อยากคิดเรื่องตัวอักษร ทั้งสองความรู้สึกนี้เกิดจากตัวอักษรชุดเดียวกัน
ที่จริงรากของมันลึกกว่าที่หลายคนคิด มอริสันออกแบบโดยมองย้อนกลับไปหาประเพณีการพิมพ์ก่อนศตวรรษที่สิบแปด ตัวอักษรแบบมีเชิงที่เป็นสายเลือดเดียวกับงานคลาสสิกอย่าง Garamond ความรู้สึกเก่าแก่ที่ Times New Roman มี ไม่ได้บังเอิญ แต่มาจากการตั้งใจหยิบยืมจากตัวอักษรที่ผ่านการใช้งานมาหลายร้อยปี

ตัวอักษรที่ออกแบบมาให้คนไม่สังเกต อาจเป็นตัวอักษรที่ทำงานได้ดีที่สุด เพราะมันยอมหายไปเพื่อให้คำที่มันบรรจุอยู่ถูกอ่าน ครั้งต่อไปที่เปิดเอกสารเปล่าแล้วเห็นตัวอักษรชุดนั้นรออยู่ ลองมองมันสักครู่ก่อนจะพิมพ์ทับ บางทีของที่อยู่ใกล้ตาที่สุดก็เป็นของที่เราเห็นน้อยที่สุด
ของชิ้นนี้จากร้าน Portjolio

Postcard Pink Flowers โดย Naive Flora Tattoo เป็นงานพิมพ์บนกระดาษผิวด้าน ของชิ้นเล็กที่เตือนว่าตัวอักษรและภาพบนกระดาษยังมีน้ำหนักของมือคนอยู่
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด