บ่ายวันหนึ่งในบาร์เซโลนา แสงเคลื่อนช้าๆ ผ่านผนังกระจกด้านตะวันตกของมหาวิหารหลังหนึ่ง แล้วทอดลงบนพื้นหินเป็นแอ่งสีส้มและแดง อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา สีเดียวกันนั้นจะย้ายไปอยู่อีกฝั่ง กลายเป็นน้ำเงินกับเขียว ราวกับตัวอาคารกำลังหายใจตามเวลาของวัน

คนที่ออกแบบให้แสงทำงานแบบนี้จากโลกไปเกือบร้อยปีแล้ว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ยังเปลี่ยนสีอยู่ทุกวัน

แสงสีลอดผ่านกระจกสเตนกลาสภายในมหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ผลงานของอันโตนี เกาดี

ปี 2026 คือปีที่บาร์เซโลนาและคนทำงานสถาปัตยกรรมทั่วโลกนับถอยหลังสู่หนึ่งร้อยปีการจากไปของ อันโตนี เกาดี สถาปนิกชาวคาตาลันผู้ทิ้งผลงานไว้กระจายทั่วเมือง ตั้งแต่ซากราดา ฟามีเลีย ที่ยังสร้างไม่เสร็จจนถึงวันนี้ ไปจนถึงบ้านพักและสวนสาธารณะ หลายคนเรียกปีนี้ว่า Gaudí Year และมีนิทรรศการทยอยเปิดในหลายเมือง

ที่โตเกียว พื้นที่ออกแบบอย่าง 21_21 DESIGN SIGHT เลือกอ่านงานของเขาผ่านสิ่งเล็กที่คนมักเดินผ่านโดยไม่ทันมอง นั่นคือหน้าต่าง เพราะสำหรับเกาดี หน้าต่างไม่ใช่แค่ช่องเปิดบนผนัง แต่คือเครื่องมือที่คอยจัดการแสง ลม และสายตาที่มองออกไปข้างนอก

กระจกสเตนกลาสไล่โทนสีภายในซากราดา ฟามีเลีย ที่เปลี่ยนแสงตามช่วงเวลาของวัน

ในซากราดา ฟามีเลีย กระจกสีถูกจัดวางไม่ให้เท่ากันทั้งอาคาร ฝั่งที่รับแสงเช้าจะเป็นโทนเย็นอย่างน้ำเงินและเขียว ส่วนฝั่งที่รับแสงบ่ายจะเป็นส้ม แดง และเหลือง คนที่เข้าไปในเวลาต่างกันจึงเห็นอาคารคนละหลัง ไม่ใช่เพราะผนังขยับ แต่เพราะแสงที่ผ่านเข้ามาไม่เคยเป็นสีเดิม

เสาภายในไม่ได้ตั้งตรงเป็นแท่งเรียบเหมือนวิหารทั่วไป แต่แตกกิ่งออกด้านบนเหมือนต้นไม้ในป่า เพดานจึงดูเหมือนเรือนยอดที่แสงลอดลงมาเป็นหย่อม เกาดีเคยพูดไว้ทำนองว่าเส้นตรงเป็นของมนุษย์ ส่วนเส้นโค้งเป็นของพระเจ้า และเกือบทุกอย่างในงานของเขาก็ยืนยันประโยคนั้น

เสาต้นไม้และเพดานโค้งภายในซากราดา ฟามีเลีย ที่ออกแบบให้เหมือนป่า

ความคิดเรื่องรูปทรงจากธรรมชาติวิ่งกลับไปหาบ้านหลายหลังที่เขาออกแบบให้ครอบครัวชนชั้นสูงของเมือง Casa Batlló คือหลังที่คนพูดถึงมากที่สุด ผนังด้านหน้าของมันไม่มีมุมแข็ง มีแต่ผิวที่โค้งลื่นเหมือนคลื่นและกระดูก ประดับด้วยเศษกระเบื้องสีที่สะท้อนแสงต่างกันไปตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์

ผนังด้านหน้าของ Casa Batlló ที่โค้งลื่นและประดับกระเบื้องโมเสกหลากสี

รายละเอียดที่คนมักมองข้ามคือหน้าต่างชั้นล่างของบ้านหลังนี้ กรอบของมันบิดเป็นรูปคล้ายกระดูกและข้อต่อ จนคนเรียกกันเล่นๆ ว่าบ้านแห่งกระดูก แต่เมื่อยืนอยู่ด้านในและมองออกไป กรอบเดียวกันนั้นกลับทำหน้าที่กรองแสงและลมให้พอดีกับห้อง ความแปลกตาจากข้างนอกจึงมีเหตุผลใช้งานซ่อนอยู่เสมอ

หน้าต่างและระเบียงรูปทรงกระดูกของ Casa Batlló ในบาร์เซโลนา

ที่ Park Güell เกาดีทำงานร่วมกับ Josep Maria Jujol ปูผิวม้านั่งยาวโค้งด้วยเศษกระเบื้องและจานแตก เทคนิคนี้เรียกว่า trencadís เป็นการเอาของที่คนทิ้งแล้วมาต่อกันใหม่จนกลายเป็นพื้นผิวที่ไม่มีจุดไหนซ้ำกันเลย มองใกล้เห็นรอยต่อหยาบๆ มองไกลกลับกลายเป็นเส้นสีที่ไหลลื่นไปตามความโค้งของที่นั่ง

ม้านั่งกระเบื้องโมเสกโค้งยาวที่ Park Güell ผลงานของเกาดีและ Josep Maria Jujol

สิ่งที่ทำให้งานของเกาดียังถูกพูดถึงในปีนี้ไม่ใช่ความอลังการของมันอย่างเดียว แต่เป็นวิธีที่เขาปฏิเสธจะมองวัสดุและแสงเป็นของตายตัว เขาให้อาคารเปลี่ยนหน้าตาไปตามเวลา ให้เศษกระเบื้องที่ถูกทิ้งกลับมามีที่ทางใหม่ ความคิดแบบเดียวกันนี้เคยปรากฏในงานของนักออกแบบอีกหลายคน รวมถึง อิซามุ โนงูจิ ผู้บอกว่าตัวเองไม่ใช่นักออกแบบ และทำงานกับแสงกับรูปทรงธรรมชาติในแบบของตัวเอง

ร้อยปีที่แล้วเกาดีวางแผนให้แสงตกลงตรงจุดไหนในเวลาใด วันนี้แสงก็ยังทำตามนั้นอยู่ โดยที่คนดูส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากำลังเห็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานแค่ไหน และบางที คำถามที่น่าคิดต่ออาจไม่ใช่ว่าเขาสร้างอะไรไว้ แต่คือเราเดินผ่านหน้าต่างกี่บานในหนึ่งวัน โดยไม่เคยหยุดดูว่ามันกำลังจัดแสงให้เราอย่างไร


ของชิ้นนี้จากร้าน Portjolio

The Seeker อาร์ตทอยรูปทรงกลมมนจาก Portjolio x Thireq Pecko

The Seeker อาร์ตทอยรูปทรงกลมมนที่ Portjolio ทำร่วมกับ Thireq Pecko ตั้งต้นจากความคิดเรื่องการตามหาแสง เช่นเดียวกับที่เกาดีให้ทั้งอาคารทำงานกับแสงตลอดทั้งวัน

Photo credit: William Rudolph, GÜRKAN ŞEN, Michael Hunter, Theodor Vasile, Ruggiero Calabrese, Vincenzo Biancamano / Unsplash

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด