ลองมองรอบตัวสักครู่ ป้ายร้านกาแฟ ปกเพลย์ลิสต์ โลโก้แบรนด์เสื้อผ้าหน้าใหม่ ตัวอักษรตัวหนาที่ขอบมนกลม ไม่มีมุมคม ดูอบอุ่นเหมือนวาดด้วยพู่กันมากกว่าลากด้วยไม้บรรทัด หลายตัวในนั้นคือฟอนต์เดียวกัน และมันไม่ใช่ของใหม่เลย

ตัวเรียงพิมพ์ไม้แบบเก่าวางเรียงกัน ให้บรรยากาศงานพิมพ์ตัวอักษรแบบดั้งเดิม

ฟอนต์ที่ว่าชื่อ Cooper Black ออกแบบโดย Oswald Bruce Cooper ช่างเขียนตัวอักษรจากชิคาโก และวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1922 โดยโรงหล่อตัวพิมพ์ Barnhart Brothers & Spindler เดิมมันเป็นเพียงน้ำหนักหนาพิเศษของตระกูล Cooper Old Style แต่กลับกลายเป็นตัวที่คนจำได้มากที่สุด จนแทบไม่มีใครนึกถึงตัวบางกว่าในตระกูลเดียวกันอีกเลย

ตอนเปิดตัว Cooper Black ถูกโฆษณาด้วยประโยคที่ทั้งขำและตรง ว่าเป็นฟอนต์ “สำหรับโรงพิมพ์สายตายาวที่มีลูกค้าสายตาสั้น” หมายถึงตัวมันหนาและอ่านง่ายจนแทบไม่ต้องเพ่ง บางคนในวงการยุคนั้นถึงกับเรียกมันแบบขัดใจว่า “the Black Menace” เพราะมันหนาผิดขนบของตัวพิมพ์ที่คนคุ้นเคย

กองตัวอักษรไม้สำหรับงานพิมพ์เรียงปะปนกัน

สิ่งที่ทำให้ Cooper Black ต่างจากตัวหนาทั่วไป อยู่ที่ปลายของตัวอักษร แทนที่จะเป็นเซริฟแหลมคมตามแบบเซริฟดั้งเดิม ปลายของมันกลับมนและนุ่ม ช่องว่างภายในตัวอักษรถูกบีบให้เล็กลง ทำให้ทั้งคำดูหนักแน่นเป็นก้อนเดียว ไม่มีเหลี่ยมมุมให้สะดุด มันจึงให้ความรู้สึกเป็นมิตร ไม่เป็นทางการ เหมือนลายมือคนมากกว่าตัวพิมพ์ของเครื่องจักร

ตัวเรียงพิมพ์ไม้หลายขนาดวางกระจายบนพื้นผิว

ในยุคแรก Cooper Black กลายเป็นขวัญใจของงานโฆษณาและหน้าหนังสือพิมพ์อย่างรวดเร็ว ก่อนความนิยมจะซาลงในทศวรรษ 1960 แล้วเรื่องก็พลิก เมื่อมันไปปรากฏบนปกอัลบั้ม Pet Sounds ของวง The Beach Boys ในปี 1966 จากตัวอักษรโฆษณา มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมป็อป ถูกนำไปใช้เป็นไตเติลรายการทีวี ปกการ์ตูน และโลโก้ขนมอีกนับไม่ถ้วน

มือกำลังกลิ้งหมึกด้วยลูกกลิ้งในงานพิมพ์เลตเตอร์เพรส

ที่น่าสังเกตคือ Cooper Black ไม่เคยหายไปจริงๆ มันแค่รอ ต่างจากฟอนต์อย่าง Garamond ที่เนียนหายไปกับเนื้อความจนคนไม่รู้ตัวว่าอ่านอยู่ Cooper Black เป็นตัวที่อยากให้คนเห็น มันเสียงดัง มีบุคลิก และพอถึงช่วงต้นทศวรรษ 2020 ที่แบรนด์จำนวนมากอยากดูอบอุ่น จับต้องได้ ไม่เนี้ยบจนเย็นชา หลายคนก็หันกลับมาหยิบมันขึ้นมาใช้อีกครั้ง

ตัวอักษร K รูปทรงหนาหนักวางเป็นของตกแต่ง

ตัวอักษรที่ถูกวาดขึ้นเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ยังคงทำหน้าที่เดิมได้ในวันนี้ คือทำให้คำสั้นๆ ดูมีน้ำเสียง มีความเป็นคน บางที ความอบอุ่นที่เราตามหาในดีไซน์ยุคนี้ ก็ไม่ใช่ของใหม่ที่ต้องประดิษฐ์ขึ้น แต่คือสิ่งที่มีคนวาดทิ้งไว้ให้แล้วตั้งนานแล้ว รอเพียงให้เราหันกลับไปมองมันอีกครั้ง


ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Daily Eyes Postcard No.8

Daily Eyes Postcard No.8 การ์ดพิมพ์บนกระดาษ Photo Satin ที่ให้ความรู้สึกของหมึกบนกระดาษจริง เป็นของที่จับต้องได้ในแบบเดียวกับที่ตัวพิมพ์เคยเป็น

Photo credit: Declan Sun, Amador Loureiro, Bruno Martins, Nik, Markus Spiske / Unsplash

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด