ครั้งแรกที่มีคนชี้ให้ดู หลายคนก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี ระหว่างตัว E กับตัว x บนโลโก้ของบริษัทขนส่งเจ้าหนึ่ง มีลูกศรเล็กๆ ซ่อนอยู่ ไม่มีใครวาดมันขึ้นมาตรงๆ มันเกิดจากช่องว่างระหว่างตัวอักษรสองตัวเท่านั้น พอเห็นแล้ว ก็เลิกมองไม่เห็นอีกไม่ได้

ช่องว่างนั้นไม่ได้ว่างเปล่า มันกำลังทำงานอยู่ และในหลายกรณี มันทำงานหนักกว่าเส้นทุกเส้นที่เราตั้งใจวาด
ในภาษาการออกแบบ เราเรียกที่ว่างรอบวัตถุว่า negative space หรือพื้นที่ว่าง ส่วนตัววัตถุเองคือ positive space คนส่วนใหญ่มองแต่ positive space เพราะมันคือสิ่งที่สายตาจับได้ก่อน แต่คนที่ทำงานกับรูปทรงจริงๆ รู้ว่าที่ว่างต่างหากที่กำหนดว่ารูปทรงนั้นจะถูกอ่านออกมาเป็นอะไร
แนวคิดนี้ไม่ใช่ของใหม่ นักจิตวิทยาชาวเดนมาร์กชื่อ Edgar Rubin ทำภาพทดลองไว้ในปี 1915 ที่รู้จักกันในชื่อ Rubin vase ภาพเดียวมองได้ทั้งเป็นแจกันและเป็นใบหน้าคนสองคนหันเข้าหากัน ขึ้นอยู่กับว่าสายตาเลือกให้ส่วนไหนเป็นรูป ส่วนไหนเป็นพื้น การสลับไปมานั้นเกิดขึ้นในหัวเรา ไม่ได้เกิดบนกระดาษ ที่ว่างกับตัววัตถุจึงมีน้ำหนักเท่ากัน

ก่อนที่ตะวันตกจะมีทฤษฎีเรื่องนี้ ญี่ปุ่นมีคำเรียกมันมานานแล้ว คำว่า ma (間) หมายถึงช่องว่างหรือช่วงจังหวะระหว่างสิ่งของ ไม่ว่าจะในงานจัดดอกไม้ สถาปัตยกรรม หรือดนตรี ที่ว่างในความคิดแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลงเหลือหลังจากวางของเสร็จ แต่เป็นส่วนที่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจเท่าๆ กับตัววัตถุ ความเงียบระหว่างสองโน้ตก็เป็นดนตรี เท่ากับตัวโน้ตเอง
กลับมาที่งานกราฟิก โลโก้ที่ใช้ที่ว่างได้ดีที่สุดมักเป็นโลโก้ที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แพนด้าของ WWF ที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 1961 ไม่เคยลากเส้นขอบรอบตัวหมีเลย ส่วนสีขาวของตัวแพนด้าคือกระดาษเปล่าที่ปล่อยเอาไว้เฉยๆ สายตาของเราเป็นคนเติมขอบนั้นขึ้นมาเอง สมองทำงานส่วนที่นักออกแบบเว้นไว้ให้ และนั่นคือเหตุผลที่ภาพจำแบบนี้ติดตาได้นานกว่าภาพที่บอกทุกอย่างจนหมด

ในภาพถ่ายก็เป็นแบบเดียวกัน ช่างภาพที่เก่งเรื่ององค์ประกอบมักไม่ได้พยายามยัดของให้เต็มเฟรม ตรงกันข้าม เขาปล่อยพื้นที่ว่างไว้รอบสิ่งที่อยากให้เราดู ท้องฟ้าเปล่าๆ ผนังเรียบๆ ผืนน้ำนิ่ง ทั้งหมดนั้นทำหน้าที่เหมือนความเงียบก่อนประโยคสำคัญ มันไม่ได้ดึงความสนใจไปจากวัตถุ แต่มันดันความสนใจกลับเข้าหาวัตถุ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ที่ว่างไม่ได้แปลว่าน้อยเสมอไป มันคือการตัดสินใจว่าจะให้อะไรหายใจ นกไม่กี่ตัวบนสายไฟที่ตัดกับท้องฟ้ากว้าง อ่านง่ายและอยู่ในความทรงจำได้นานกว่าฝูงนกที่เต็มทั้งเฟรม เพราะสายตาไม่ต้องแย่งกันมองหลายจุด ที่ว่างทำหน้าที่จัดลำดับว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง โดยที่เราไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกนำ
นี่คือจุดที่พื้นที่ว่างเกี่ยวโยงกับความรู้สึก งานที่เว้นที่ว่างเยอะมักให้ความรู้สึกสงบ นิ่ง และมีราคา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันบอกกลายๆ ว่าเจ้าของงานมั่นใจพอที่จะไม่พูดมาก ความสงบที่มาพร้อมงานแบบ minimal ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการลดของออกอย่างเดียว แต่มาจากการจัดที่ว่างที่เหลือให้ทำงานเป็น

เรื่องนี้ฝืนสัญชาตญาณอยู่ไม่น้อย เวลาเราออกแบบอะไรสักอย่าง แรงกดดันแรกมักเป็นการเติม เพิ่มรายละเอียด เพิ่มข้อความ เพิ่มของให้คุ้มพื้นที่ ที่ว่างดูเหมือนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทั้งที่จริงแล้วการปล่อยให้มันว่างต่างหากที่ยากกว่า เพราะมันต้องอาศัยความมั่นใจว่าสิ่งที่เหลืออยู่นั้นแข็งแรงพอจะยืนอยู่คนเดียวได้

บางที ที่ว่างจึงไม่ใช่สิ่งที่เราใส่เข้าไปในงานทีหลัง แต่เป็นสิ่งที่เรายอมไม่แตะมันตั้งแต่แรก คนที่เดินอยู่กลางทุ่งกว้างไม่ได้เล็กลงเพราะพื้นที่รอบตัว เขากลับชัดขึ้นเพราะไม่มีอะไรมาแย่งความสนใจ และบางครั้งสิ่งที่เราจำได้จากภาพหนึ่ง ก็ไม่ใช่วัตถุที่อยู่ตรงกลาง แต่คือความเงียบที่อยู่รอบมัน
อ้างอิงข้อเท็จจริงเชิงประวัติ: Rubin vase (Edgar Rubin, 1915), แนวคิด ma ในสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น และโลโก้ WWF (1961)
Photo credit: Cristina Gottardi, Émile Séguin, Rubén García, Adrian Kirkegaard, Luca Pozzoli, Carl Revell / Unsplash
ของชิ้นนี้จากร้าน Portjolio

THE SEEKER อาร์ตทอยจาก Portjolio x Thireq Pecko ที่ว่าด้วยรูปทรงเรียบง่ายกับที่ว่างภายใน เข้ากับเรื่องนี้ตรงที่มันปล่อยให้ความว่างเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเติมให้เต็ม
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด