
ในห้องที่แทบไม่มีอะไร เก้าอี้ตัวเดียวกับแสงที่เคลื่อนช้าๆ บนผนังเปล่า กลับทำให้คนยืนมองได้นานกว่าห้องที่เต็มไปด้วยของ
ความว่างไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรให้ดู และนี่คือหัวใจของ minimal design ที่หลายครั้งดึงสายตาไว้ได้มากกว่าความเต็มด้วยซ้ำ คำถามคือทำไม
คนมักนึกว่า minimal design เป็นเรื่องของยุคนี้ แต่จริงๆ รากของมันลงลึกไปถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่โรงเรียน Bauhaus ในเยอรมนี ซึ่งวอลเตอร์ โกรปิอุส ก่อตั้งขึ้นในปี 1919
Bauhaus เกิดขึ้นเพื่อต้านงานประดับประดาที่รุงรังของยุคก่อน แล้ววางความเชื่อใหม่ว่ารูปทรงควรมาจากหน้าที่ ไม่ใช่จากการตกแต่ง ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรเออ หนึ่งในคนของที่นั่น สรุปความคิดนี้ด้วยประโยคสั้นที่กลายเป็นคำขวัญของทั้งขบวนการว่า less is more
ประโยคนั้นไม่ได้เกิดในวงการออกแบบด้วยซ้ำ มีสหยิบมันมาจากบทกวีของโรเบิร์ต บราวนิง ตั้งแต่ปี 1855 แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นวิธีคิด ไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยๆ

อีกคนที่ผลักความคิดนี้ต่อคือดีเทอร์ รามส์ หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Braun เขาใช้คำว่า less but better หรือน้อยลงแต่ดีขึ้น งานของเขาตั้งใจถอยตัวเองออกไป เพื่อให้คนใช้งานได้โดยไม่ต้องนึกถึงตัวดีไซน์เลย
แต่ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้น ความเรียบง่ายแบบนี้อยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาหลายร้อยปีก่อนยุโรปจะพูดถึง คนญี่ปุ่นมีคำว่า ma หรือ 間 ที่หมายถึงพื้นที่ว่างระหว่างสิ่งของ ตัวอักษรของมันคือภาพประตูที่มีแสงลอดผ่าน ความว่างในความหมายนี้จึงไม่ใช่การไม่มีอะไร แต่เป็นที่ว่างที่ทำให้สิ่งรอบๆ มีความหมายขึ้นมา
พอมาถึงยุคใกล้ตัว แบรนด์อย่าง Muji เอาความคิดนี้มาทำให้จับต้องได้ ภายใต้การวางทิศทางของเคนยะ ฮารา และงานออกแบบของนาโอโตะ ฟุกาซาวะ Muji ไม่ได้ขายความมินิมอลแบบหรูหรา แต่ขายความรู้สึกว่าเท่านี้ก็พอแล้ว
แล้วทำไมเราถึงหลงใหลมัน เหตุผลหนึ่งอยู่ที่หัวของเราเอง ยิ่งของในสายตาน้อยลง สมองยิ่งมีอะไรให้ประมวลผลน้อยลง สายตาได้พัก ความคิดได้หยุด
ในวันที่ทุกอย่างล้นไปหมด ทั้งฟีด ทั้งของในบ้าน ทั้งเสียงรอบตัว ความว่างเลยให้ความรู้สึกเหมือนได้หายใจ และเหมือนได้ควบคุมอะไรสักอย่างกลับคืนมา

อีกอย่างคือเมื่อเหลือของน้อยลง ของแต่ละชิ้นที่เหลืออยู่ก็ได้เป็นตัวเองเต็มที่ วัสดุ พื้นผิว สัดส่วน ถูกมองเห็นชัดขึ้น และเบื้องหลังความเรียบที่ดูง่ายนั้น จริงๆ แล้วยากกว่าการใส่ทุกอย่างลงไป เพราะต้องตัดสินใจให้ได้ว่าอะไรไม่จำเป็น
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วย ช่วงยุค 80 มีขบวนการอย่าง Memphis ของ เอตโตเร ซอตซาส ที่เลือกเดินสวนทาง ใส่สี ลวดลาย และความสนุกกลับเข้ามาเต็มที่ เหมือนจะบอกว่าชีวิตไม่ได้มีแต่ความเป็นระเบียบ
การมีอยู่ของขั้วตรงข้ามแบบนั้นกลับยิ่งทำให้เห็นว่า มินิมอลไม่ใช่กฎตายตัว แต่เป็นทางเลือกหนึ่งของการมองโลก
ความว่างที่ดีจึงไม่ใช่การเอาออกจนไม่เหลืออะไร แต่คือการเก็บไว้เฉพาะสิ่งที่ตั้งใจจริงๆ
และบางที สิ่งที่เราหลงใหลในงานมินิมอล อาจไม่ใช่ความว่างของมัน แต่เป็นความชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกเลือกให้ได้อยู่ต่อ
อ้างอิงแนวคิดจากโรงเรียน Bauhaus, ปรัชญา less is more ของ Mies van der Rohe, แนวคิด less but better ของ Dieter Rams และแนวคิด ma (間) ในสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น
Photo credit: Minh Pham, Mathieu Perrier, Katja Rooke via Unsplash
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด