
ลองมองป้ายรอบตัวสักวันหนึ่ง ป้ายทางออก ป้ายสถานีรถไฟ ชื่อหน่วยงานหน้าตึก ตัวอักษรบนนั้นจำนวนมากเป็นแบบเดียวกัน เพียงแต่เราไม่เคยหยุดสังเกต
ฟอนต์นั้นชื่อ Helvetica และมันอาจเป็นตัวอักษรที่คุณเห็นบ่อยที่สุดในชีวิตโดยไม่รู้ตัว
Helvetica เกิดเมื่อปี 1957 ที่โรงหล่อตัวพิมพ์ Haas ในสวิตเซอร์แลนด์ จากมือของ Max Miedinger ร่วมกับ Eduard Hoffmann ตอนแรกมันใช้ชื่อว่า Neue Haas Grotesk
สามปีต่อมาชื่อถูกเปลี่ยนเป็น Helvetica ซึ่งมาจากภาษาละตินแปลว่าสวิส เพื่อให้ขายในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น เป้าหมายของมันเรียบง่ายมาก คือเป็นตัวอักษรที่ชัด อ่านง่าย และไม่มีอารมณ์ของตัวเองมากเกินไป จะวางในบริบทไหนก็ไม่ขัด

ความไม่มีอารมณ์นั่นเองที่พามันไปได้ทุกที่ เป็นความคิดสายเดียวกับงาน minimal ที่เชื่อว่ายิ่งลดทอน ยิ่งสื่อสารตรง องค์กรไหนก็หยิบไปใช้ได้โดยไม่รู้สึกว่ามีเสียงแทรก ระบบขนส่งหลายเมืองจึงเลือกมันเป็นป้ายบอกทาง ตั้งแต่รถไฟใต้ดินนิวยอร์กไปจนถึงสนามบิน
จังหวะเวลาก็เข้าทาง มันโผล่มาตอนที่เทคโนโลยีเรียงพิมพ์ด้วยแสงกำลังรุ่ง แล้วพอโลกขยับเข้าสู่ดิจิทัล Helvetica ก็เป็นหนึ่งในฟอนต์แรกๆ ที่ติดมากับคอมพิวเตอร์ คนทำงานออกแบบเลยหยิบใช้ก่อนตัวอื่นเสมอ
ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งกลายเป็นพื้นหลังของเมือง จนมีคนเปรียบว่า Helvetica เหมือนอากาศ อยู่ทุกที่จนเราเลิกมองเห็น

แต่ความอยู่ทุกที่นั่นแหละที่ทำให้บางคนเริ่มเบื่อ นักออกแบบบางกลุ่มมองว่ามันกลายเป็นเสียงของความเป็นองค์กรที่เรียบเฉยจนจืด ถ้าทุกแบรนด์พูดด้วยตัวอักษรเดียวกัน สุดท้ายทุกที่ก็ดูเหมือนกันไปหมด
บางคนตั้งคำถามถึงการใช้งานจริงด้วย Helvetica รุ่นใหม่ที่ระยะห่างระหว่างตัวอักษรค่อนข้างแน่น พออ่านยาวๆ บนจอเล็กกลับไม่สบายตาอย่างที่หลายคนเชื่อ
หลักฐานที่ชัดที่สุดคือตอนที่ Apple ซึ่งเคยใช้ Helvetica Neue ทั่วทั้งระบบ ตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ฟอนต์ของตัวเองชื่อ San Francisco เมื่อปี 2015 ด้วยเหตุผลเรื่องการอ่านบนหน้าจอเล็ก แม้แต่บริษัทที่เคยเลือกมันก็ยังขยับออก
ถึงอย่างนั้น Helvetica ก็ยังไม่หายไปไหน มันยังอยู่บนป้าย บนโลโก้ บนสิ่งที่เราเดินผ่านทุกวัน
บางที สิ่งที่ Helvetica ทิ้งไว้ให้คิด ไม่ใช่ว่าตัวอักษรที่ดีต้องหน้าตาแบบไหน แต่เป็นว่าเมื่ออะไรสักอย่างทำหน้าที่ของมันได้เงียบพอ เราก็มักลืมไปว่ามันเคยถูกออกแบบมา
อ้างอิงข้อเท็จจริงเรื่องที่มาและช่วงเวลาจากแหล่งสาธารณะอย่าง Wikipedia และ Monotype
Photo credit: Scott Webb, Nikhil Mitra, Ben via Unsplash
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด