อ่านประโยคเดียวกันสองครั้ง ครั้งหนึ่งพิมพ์ด้วยตัวอักษรธรรมดา อีกครั้งพิมพ์ด้วย Baskerville แล้วสังเกตความรู้สึกของตัวเอง หลายคนบอกว่าแบบหลังฟังดูหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย เหมือนมีคนพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเป็นสิ่งที่คนออกแบบตัวอักษรใบนี้ตั้งใจไว้ตั้งแต่เกือบสามร้อยปีก่อน

John Baskerville เป็นชาวเมืองเบอร์มิงแฮมในอังกฤษ ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เขาร่ำรวยจากธุรกิจเคลือบเงาและทำป้าย ก่อนจะหันมาสนใจการพิมพ์ด้วยความเป็นคนเจ้าระเบียบขั้นสุด เขาไม่พอใจกับตัวอักษรและคุณภาพงานพิมพ์ที่มีอยู่ จึงลงมือทำเองแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่หล่อตัวพิมพ์ ผสมหมึกให้ดำเข้มขึ้น ไปจนถึงรีดกระดาษให้เรียบลื่นเป็นพิเศษ เพื่อให้เส้นตัวอักษรคมชัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ตัวอักษรที่ออกมามีลักษณะต่างจากของยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน เส้นหนากับเส้นบางตัดกันมากขึ้น ปลายเซริฟเรียวและคมกว่า แกนของตัวอักษรตั้งตรงขึ้น รูปทรงกว้างและโปร่ง Baskerville จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าเซริฟแบบเปลี่ยนผ่าน คือยืนอยู่ระหว่างเซริฟยุคเก่าอย่าง Garamond กับ ตระกูลตัวพิมพ์ที่อ่านสบายในหนังสือ กับเซริฟยุคใหม่ที่คมกริบอย่าง Bodoni ที่มาทีหลัง

สิ่งที่น่าสนใจคือในบ้านเกิดของตัวเอง Baskerville กลับไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร นักวิจารณ์บางคนในอังกฤษบอกว่าเส้นที่คมและตัดกันแรงเกินไปนั้นทำร้ายสายตา บางคนถึงกับกล่าวว่ามันทำให้ปวดหัวเวลาอ่านนาน ๆ ความคมที่ Baskerville ภูมิใจกลายเป็นข้อที่คนร่วมสมัยรับไม่ได้ เพราะมันแปลกไปจากความคุ้นเคย
แต่ในต่างแดนเรื่องกลับตรงข้าม Benjamin Franklin ซึ่งเป็นทั้งนักการพิมพ์และเพื่อนของ Baskerville ชื่นชมงานของเขาและนำไปเผยแพร่ในอเมริกา ส่วนในยุโรปแผ่นดินใหญ่ ทั้งนักออกแบบชาวฝรั่งเศสและอิตาลีต่างได้รับอิทธิพลจากความคมชัดแบบนี้ไปต่อยอด กว่าที่อังกฤษจะหันกลับมามองเห็นคุณค่าของตัวอักษรใบนี้ก็ผ่านไปหลายสิบปีหลังเจ้าของจากไปแล้ว

เรื่องที่ทำให้ Baskerville กลับมาอยู่ในบทสนทนาอีกครั้งเกิดขึ้นในยุคดิจิทัล ผู้กำกับและนักเขียนชื่อ Errol Morris เคยทำการทดลองผ่านบทความออนไลน์ โดยให้คนอ่านข้อความเดียวกันที่พิมพ์ด้วยฟอนต์ต่างกันหลายแบบ แล้วถามว่าเชื่อข้อความนั้นแค่ไหน ผลที่ออกมาคือ คนที่อ่านข้อความซึ่งพิมพ์ด้วย Baskerville มีแนวโน้มเห็นด้วยกับข้อความมากกว่าฟอนต์อื่นเล็กน้อยแต่วัดได้จริง
ความต่างที่วัดได้นั้นไม่ได้มากมาย แต่มันชี้ให้เห็นบางอย่างที่คนออกแบบรู้กันมานาน คือรูปทรงของตัวอักษรส่งผลต่อการรับรู้เนื้อหา Baskerville มีท่าทีที่นิ่งและเป็นทางการ ความคมของมันให้ความรู้สึกของความแม่นยำ เหมือนคำพูดที่ผ่านการเรียบเรียงมาแล้ว คนอ่านจึงเผลอมอบความน่าเชื่อถือให้มากกว่าที่ตัวเนื้อหาสมควรได้รับ

วันนี้ Baskerville ยังคงเป็นตัวเลือกของงานที่ต้องการน้ำเสียงสงบและมีน้ำหนัก หนังสือวรรณกรรม งานวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์เชิงบทความ หรือแบรนด์ที่อยากให้ตัวเองดูมีรากและไว้ใจได้ มักหยิบตัวอักษรตระกูลนี้มาใช้ เพราะมันไม่ตะโกน ไม่พยายามทันสมัย แต่ยืนอยู่ด้วยความมั่นคงที่สะสมมาจากประวัติศาสตร์ของมันเอง

ถ้าตัวอักษรใบเดียวเปลี่ยนความเชื่อของคนได้แม้เพียงเล็กน้อย คำถามที่ตามมาก็คือ เวลาที่เรารู้สึกว่าข้อความหนึ่งน่าเชื่อ เรากำลังเชื่อในความหมายของคำ หรือเชื่อในรูปร่างของตัวอักษรที่บรรจุคำนั้นไว้กันแน่
ชวนดูของในร้าน Portjolio

Portjolio Mini Color Palette Keychain พวงกุญแจทรงจานสีของนักออกแบบ เป็นของเล็กที่เตือนว่ารายละเอียดเล็ก ๆ อย่างสีหรือตัวอักษรคือสิ่งที่กำหนดว่าคนจะรู้สึกกับงานอย่างไร
Photo credit: Bret Lama, Bruno Martins, Danika Perkinson, Curtis Thornton, Daniele Levis Pelusi, Patrick Fore / Unsplash
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด