มีตัวอักษรชุดหนึ่งที่คนนิวยอร์กหลายล้านคนอ่านทุกวัน อ่านตอนรีบ อ่านตอนง่วง อ่านระหว่างหาทางออกที่ถูก แต่แทบไม่มีใครเคยหยุดมองว่ามันหน้าตาอย่างไร ป้ายบอกชื่อสถานี ป้ายชี้ทางขึ้นลง ตัวเลขถนน ทั้งหมดเขียนด้วยฟอนต์เดียวที่ทำงานเงียบจนเหมือนไม่มีตัวตน

ฟอนต์นั้นคือ Helvetica และความสำเร็จของมันวัดได้จากการที่คุณไม่ทันสังเกตมันเลย
Helvetica เกิดในปี 1957 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากมือของ Max Miedinger ร่วมกับ Eduard Hoffmann ที่โรงหล่อตัวพิมพ์ Haas ตอนแรกมันชื่อ Neue Haas Grotesk ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็น Helvetica ซึ่งเป็นคำละตินที่แปลว่าสวิตเซอร์แลนด์ ชื่อนี้บอกที่มาของมันชัดเจน มันคือผลผลิตของแนวคิดแบบสวิสที่เชื่อในความเป็นระเบียบ ความชัด และการไม่ใส่อารมณ์ส่วนตัวลงไปในงาน

สิ่งที่ทำให้ Helvetica ต่างจากฟอนต์อื่น คือมันพยายามจะไม่มีความเห็น ตัวอักษรหลายแบบมีบุคลิก มีท่าที มีน้ำเสียงที่คุณได้ยินก่อนจะอ่านคำ Helvetica เลือกทางตรงข้าม มันลบบุคลิกออกให้มากที่สุด เพื่อให้สิ่งที่เหลืออยู่คือความหมายของคำเปล่าๆ ช่องว่างภายในตัวอักษรถูกคุมให้สม่ำเสมอ ปลายเส้นตัดตรง น้ำหนักเท่ากันทั้งตัว ทุกอย่างถูกออกแบบให้คุณอ่านโดยไม่ต้องคิดถึงตัวอักษร
คุณสมบัตินี้เองที่พามันมาอยู่ใต้ดินของนิวยอร์ก ปลายยุค 1960 ระบบรถไฟใต้ดินที่นั่นยังเต็มไปด้วยป้ายหลายแบบที่ติดกันมาคนละยุค คนหลงทางเป็นเรื่องปกติ บริษัทออกแบบ Unimark International โดย Massimo Vignelli และ Bob Noorda จึงได้รับมอบหมายให้วางระบบป้ายใหม่ทั้งหมด ผลคือคู่มือมาตรฐานกราฟิกปี 1970 ที่กำหนดทุกอย่างตั้งแต่ตำแหน่งตัวอักษร สี ไปจนถึงระยะห่าง

มีรายละเอียดที่คนมักมองข้าม ในตอนแรกระบบนี้ไม่ได้ใช้ Helvetica ด้วยซ้ำ คู่มือดั้งเดิมระบุฟอนต์ชื่อ Standard ซึ่งเป็นญาติสนิทของ Akzidenz-Grotesk ตัวอักษรสวิสอีกแบบที่มาก่อน Helvetica กลายเป็นฟอนต์ทางการของระบบในภายหลัง แต่ด้วยหน้าตาที่ใกล้กันมาก คนทั่วไปแทบแยกไม่ออก และในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ ป้ายรถไฟใต้ดินนิวยอร์กก็คือ Helvetica ไปแล้ว
การเลือกตัวอักษรที่ไม่มีบุคลิกสำหรับพื้นที่แบบนี้เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง สถานีรถไฟใต้ดินไม่ใช่ที่ที่คนอยากชื่นชมงานออกแบบ มันคือที่ที่คนแค่ต้องการรู้ว่าต้องไปทางไหน ฟอนต์ที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้จึงไม่ใช่ฟอนต์ที่สวยที่สุด แต่คือฟอนต์ที่หายไปได้เร็วที่สุดหลังจากส่งสารเสร็จ

แนวคิดการใช้ตัวอักษรเรียบเป็นภาษาของระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้มีแค่ที่นิวยอร์ก เมืองใหญ่หลายแห่งมีฟอนต์ประจำระบบของตัวเอง อย่างที่เราเคยเล่าถึง ฟอนต์ Johnston ของรถไฟใต้ดินลอนดอน ที่ออกแบบมาเพื่อพื้นที่เดียวกันนี้ ความต่างอยู่ที่ Johnston ถูกสร้างมาเพื่อลอนดอนโดยเฉพาะ ส่วน Helvetica เป็นฟอนต์สากลที่บังเอิญเข้ากับงานนี้ได้พอดี

ความเป็นกลางของ Helvetica ก็มีคนตั้งคำถาม บางคนมองว่าการที่ฟอนต์เดียวถูกใช้กับทุกอย่างตั้งแต่ป้ายรัฐบาลไปจนถึงโลโก้บริษัทใหญ่ ทำให้โลกดูเหมือนกันไปหมด ความเรียบที่ตั้งใจให้เป็นกลาง อาจกลายเป็นความเฉยชาที่ไม่มีเสียงของใครเลย คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว แต่มันชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ฟอนต์ที่ตั้งใจจะไม่พูดอะไร สุดท้ายก็ยังพูดบางอย่างอยู่ดี

ครั้งหน้าที่ยืนรอรถบนชานชาลา ลองมองป้ายตรงหน้าให้นานกว่าปกติสักครู่ ตัวอักษรที่คุณอ่านผ่านมานับครั้งไม่ถ้วนนั้น มีคนนั่งคิดเรื่องระยะห่างของมันมาแล้วอย่างจริงจัง และงานที่ดีที่สุดของมัน คือการทำให้คุณไม่เคยต้องรู้เรื่องนั้นเลย
ชวนดูของในร้าน Portjolio

PDM Montreal mini กระเป๋าถือใบเล็กจากแบรนด์ที่ชื่อ Product Design Matters ดีไซน์เรียบไม่มีลายฟุ้ง อยู่ในความคิดแบบเดียวกับ Helvetica คือเชื่อว่าของที่ดีไม่จำเป็นต้องตะโกน
Photo credit: Wells Baum, Brice Cooper, Kevin Snow, Reno Laithienne, kofa boyah / Unsplash
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด