ก่อนจะถึงห้องโดม ต้องเดินลงทางเดินใต้ดินที่ค่อยๆ มืดลงทีละนิด แล้วสว่างขึ้นอีกครั้งด้วยแสงที่ดูไม่ออกว่ามาจากไหน ปลายทางคือช่องวงกลมกลางเพดาน และท้องฟ้าที่ถูกกรอบเอาไว้ในนั้น คนที่ยืนอยู่ข้างล่างเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน โดยไม่มีใครพูดอะไร

โดม Skyspace ของ James Turrell ที่พิพิธภัณฑ์ ARoS เมือง Aarhus มองเห็นท้องฟ้าผ่านช่องกลางเพดาน
ภาพ: Mads Smidstrup / ARoS via designboom

งานชิ้นนี้ชื่อ As Seen Below เป็น Skyspace ล่าสุดของ James Turrell ที่เพิ่งเปิดที่พิพิธภัณฑ์ ARoS เมือง Aarhus ประเทศเดนมาร์ก เมื่อกลางปีนี้ สูง 16 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร เป็นโดมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยสร้างในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ และเป็นช่วงสุดท้ายของโครงการขยายอาคารครั้งใหญ่ของที่นี่

Turrell เป็นศิลปินอเมริกันที่ทำงานกับแสงและพื้นที่มากว่าครึ่งศตวรรษ เขาเกิดปี 1943 และใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ที่สุดอย่างหนึ่ง คือแสงเอง Skyspace คือชุดผลงานที่เขาทำมานาน เป็นห้องที่มีช่องเปิดสู่ท้องฟ้า ไม่มีภาพวาด ไม่มีวัตถุตั้งโชว์ มีเพียงกรอบ เพดาน และเวลาที่เคลื่อนไป

แสงลอดผ่านช่องเปิดกลางเพดานลงสู่พื้นที่คอนกรีตเปล่า
ภาพ: Unsplash

สิ่งที่เขาทำในโดมนี้ไม่ใช่การส่องไฟให้ท้องฟ้าดูสวยขึ้น แต่เป็นการปรับแสงภายในห้องอย่างละเอียด เพื่อหลอกตาของเราเบาๆ ให้เห็นสีของท้องฟ้าเปลี่ยนไป ฟ้าตอนเย็นที่ปกติเราไม่ทันสังเกต กลับกลายเป็นสีที่เข้มขึ้น ลึกขึ้น เกือบจะเป็นวัตถุที่แขวนอยู่เหนือหัว นี่คือกลไกเก่าแก่ของ Turrell ที่ทำให้คนเถียงกันมาตลอดว่าสิ่งที่เห็นนั้นจริงแค่ไหน

ตัวศิลปินเองเคยพูดถึงงานชุดนี้ไว้ว่า เขากำลังจัดการกับ ประสบการณ์ของการมองเห็น มากกว่าจะส่งมอบภาพให้ใครดู สถาปัตยกรรมทำหน้าที่ดึงท้องฟ้าให้เข้ามาใกล้ จนเราเริ่มรู้ตัวว่าการมองนั่นเองคือตัวงาน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ลำแสงพาดผ่านผนังภายในอาคารที่ออกแบบด้วยแสงและเงา
ภาพ: Unsplash

มีรายละเอียดหนึ่งที่ทำให้โดมของ ARoS ต่างจาก Skyspace ก่อนหน้าของเขา งานเก่าส่วนมากออกแบบมาสำหรับคนไม่กี่คน หรือกระทั่งคนเดียว ให้เป็นช่วงเวลาเงียบๆ ที่นั่งดูแสงเปลี่ยนไปลำพัง แต่โดมขนาดนี้ตั้งใจให้คนจำนวนมากอยู่ในนั้นพร้อมกัน มองฟ้าดวงเดียวกัน เห็นการเปลี่ยนผ่านของฤดูและของวันไปด้วยกัน

ห้องที่อาบด้วยแสงสีไล่โทน สร้างบรรยากาศของการมองแสงเป็นวัตถุ
ภาพ: Unsplash

การเปลี่ยนจากประสบการณ์ส่วนตัวมาเป็นประสบการณ์ร่วมนี้ ทำให้งานมีน้ำเสียงที่ต่างออกไป มันไม่ได้พูดถึงการมองของฉันคนเดียว แต่พูดถึงการที่คนกลุ่มหนึ่งยอมหยุด แล้วมองสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าที่เราเดินผ่านทุกวันโดยไม่เคยหยุดดู กลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจเข้าไปหา

ช่องแสงบนเพดานคอนกรีตปล่อยแสงธรรมชาติลงสู่ห้องเงียบ
ภาพ: Unsplash

น่าสังเกตว่างานที่ใช้แสงเป็นสื่อมักเดินคนละทางกัน บางคนเลือกใช้เทคโนโลยีเป็นทางผ่านไปหาสิ่งที่มองไม่เห็น อย่างที่ Mariko Mori ทำกับแสงและเทคโนโลยี ในงานของเธอ ส่วน Turrell กลับเดินย้อนทาง เขาซ่อนกลไกทั้งหมดเอาไว้ ไม่ให้เราเห็นแหล่งกำเนิดแสง เหลือไว้แค่ผลลัพธ์ให้ตาเราสับสนเอง

ท้องฟ้าที่ถูกกรอบด้วยช่องเปิดของสถาปัตยกรรม เปลี่ยนฟ้าให้กลายเป็นภาพ
ภาพ: Unsplash

สิ่งที่ยากที่สุดของงานแบบนี้ คือมันแทบไม่มีอะไรให้ถ่ายกลับบ้าน ภาพที่ถ่ายจากในโดมไม่เคยให้ความรู้สึกเดียวกับตอนยืนอยู่ตรงนั้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่บนเพดาน แต่อยู่ในตาและในเวลาที่เราให้กับมัน งานจึงต้านทานการถูกย่อให้เหลือเพียงรูปเดียวบนหน้าจอ

ภายในที่เรืองแสงจากแสงประดิษฐ์ ทำให้ระนาบผนังดูไร้น้ำหนัก
ภาพ: Unsplash

บางที Skyspace อาจไม่ได้ขอให้เราชื่นชมท้องฟ้ามากไปกว่าที่ขอให้เราสังเกตว่าตัวเองกำลังมองอยู่ และเมื่อเดินขึ้นมาจากใต้ดินกลับสู่แสงกลางวันตามปกติ ท้องฟ้าเดิมที่อยู่เหนือหัวมาตลอด อาจดูไม่เหมือนเดิมอีกเลย

อ้างอิง: designboom, ARoS Aarhus Art Museum

Photo credit: Mads Smidstrup / ARoS (via designboom), ภาพประกอบบรรยากาศจาก Unsplash


ชวนดูของในร้าน Portjolio

The Seeker อาร์ตทอยจาก Portjolio x Thireq Pecko

The Seeker อาร์ตทอยลิมิเต็ดจาก Artspace by Portjolio ร่วมกับ Thireq Pecko ตัวละครที่ชื่อบอกอยู่แล้วว่ากำลังมองหาอะไรบางอย่าง เข้ากับเรื่องของการหยุดมองในแบบที่ Turrell ชวนให้ทำ

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด