
มีรองเท้าไม่กี่คู่ที่ทำให้เราหยุดมองแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ใส่” เฉยๆ — แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ “พูด” บางอย่าง TAI-CHI Sakura จากความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง Onitsuka Tiger กับ Versace คือรองเท้าแบบนั้น
ถ้ามองแค่ภาพแรก อาจคิดว่ามันเป็นรองเท้าผ้าใบวินเทจธรรมดาคู่หนึ่ง แต่พอมองอีกครั้ง จะเริ่มเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ลายเส้น Tiger stripe ที่เย็บซ้อนสองชั้น เหรียญ Medusa สีทองที่ลิ้น และพื้นผิวหนัง nappa ที่ผ่านกระบวนการ washing จนดูเหมือนใส่มาแล้วหลายปี ทุกอย่างถูกวางไว้อย่างตั้งใจ ไม่มีอะไรเกินไป

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ TAI-CHI Sakura ไม่ใช่ตัวเลขหรือเทคโนโลยี แต่เป็นคำถามด้านดีไซน์ที่มันตั้งขึ้น — รองเท้าคู่หนึ่งจะเป็นทั้งสนีกเกอร์และโลฟเฟอร์ได้พร้อมกันไหม? silhouette ที่แบนราบ เรียว ต่ำ ทำให้นึกถึง Mexico 66 อันเป็นตำนาน แต่ถูกดึงให้เข้าใกล้โลกของ dress shoe มากขึ้น มันยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองโลกได้อย่างสง่างาม
การผลิตทั้งหมดเกิดขึ้นที่โรงงาน Onitsuka Tiger ในเมือง Sanin จังหวัด Tottori ประเทศญี่ปุ่น นี่ไม่ใช่แค่ป้ายบอกแหล่งผลิต แต่เป็นการประกาศจุดยืนว่า แม้จะมี Medusa ของ Versace อยู่ที่ลิ้น แต่หัวใจของรองเท้าคู่นี้ยังคงเต้นเป็นจังหวะของช่างฝีมือญี่ปุ่น ความ luxury ในที่นี้ไม่ได้มาจากโลโก้ แต่มาจากกระบวนการ

สีที่เลือกใช้ก็บอกเล่าตัวตนได้ดี ไม่ใช่สีจัดจ้านแบบ hype drop ทั่วไป แต่เป็นโทน pastel อ่อนนุ่ม สีชมพูอมม่วง ดำ-เหลือง น้ำตาลอุ่น และ metallic silver ที่ดูสะท้อนแสงอย่างเงียบๆ แต่ละสีเหมือนถูกเลือกมาจาก palette ของจิตรกร ไม่ใช่จาก trend report ของ season นี้ ทำให้มันมีโอกาสอยู่ได้นานกว่าหนึ่ง season
Dario Vitale ดีไซเนอร์ของ Versace เปิดตัวรองเท้าคู่นี้ครั้งแรกบน runway ก่อนจะปล่อยให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ การเคลื่อนไหวแบบนี้บอกอะไรบางอย่าง — มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขายของ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ก่อน แล้วค่อยกลายเป็นสินค้าทีหลัง
ในยุคที่ collaboration มักจะแปะโลโก้สองแบรนด์แล้วเรียกว่า “พิเศษ” TAI-CHI Sakura ทำสิ่งที่ต่างออกไป มันไม่ได้ตะโกนว่าเป็น collab มันค่อยๆ เผยตัวเองผ่านรายละเอียดเล็กๆ ที่ต้องมองใกล้ถึงจะเห็น และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจกว่า sneaker อีกหลายร้อยคู่ที่เปิดตัวในเดือนเดียวกัน
ภาพ: Versace / Frank Lebon / Onitsuka Tiger / Hypebeast
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio — ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด