ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของใครหลายคน ยังมีม้วนฟิล์มที่ถ่ายไม่หมดค้างอยู่ บางม้วนถ่ายไปครึ่งทางแล้วลืม บางม้วนซื้อมาเก็บไว้เฉยๆ ตั้งแต่ร้านล้างฟิล์มใกล้บ้านยังเปิด แล้ววันหนึ่งมือก็ไปหยิบกล้องฟิล์มตัวเก่าขึ้นมาอีกครั้ง น้ำหนักของมันต่างจากโทรศัพท์ เสียงชัตเตอร์ดังกึก แล้วทุกอย่างก็ช้าลง

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับคนคนเดียว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กล้องฟิล์มมือสองในตลาดมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ รุ่นที่เคยวางขายตามร้านรับซื้อของเก่ากลายเป็นของหายาก คนรุ่นที่โตมากับกล้องในโทรศัพท์กลับเดินสวนทาง ไปหาเครื่องที่ถ่ายได้แค่ม้วนละสามสิบหกรูป และต้องรออีกหลายวันกว่าจะได้เห็นว่าออกมาเป็นอย่างไร
คำอธิบายแบบง่ายที่สุดคือกระแสย้อนยุค แต่ถ้ามองให้นานกว่านั้น จะเห็นว่าสิ่งที่คนตามหาไม่ใช่ตัวกล้อง เป็นบางอย่างในภาพที่มันให้ ภาพที่มีเกรน มีสีที่เพี้ยนไปนิด มีแสงรั่วเข้ามาตรงขอบเฟรมโดยไม่ได้ตั้งใจ

กล้องดิจิทัลใช้เวลาเกือบยี่สิบปีไล่ลบสิ่งเหล่านี้ออกไป ลบสัญญาณรบกวน ลบความเบลอ ลบเกรน จนได้ภาพที่คมและสะอาดในทุกสภาพแสง มันเป็นความก้าวหน้าจริง แต่พอทุกภาพคมเท่ากันหมด ความคมก็เลิกเป็นเรื่องพิเศษ สิ่งที่เคยเป็นข้อบกพร่องของฟิล์มกลับกลายเป็นร่องรอยที่บอกว่าภาพนี้ถ่ายด้วยมือ ในเวลาจริง โดยคนที่อยู่ตรงนั้น
เกรนคือสิ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุด มันคือเม็ดเงินในเนื้อฟิล์มที่ตอบสนองต่อแสง ไม่มีสองภาพที่เกรนเรียงตัวเหมือนกันเป๊ะ มันสุ่ม มันมีชีวิตของตัวเอง ช่างภาพญี่ปุ่นอย่าง Daido Moriyama เคยทำให้ความหยาบ เบลอ และเอียงกลายเป็นภาษาทั้งภาษา ในงานที่เรียกว่า are bure boke ความไม่สมบูรณ์ที่ว่าไม่ใช่ความผิดพลาด เป็นการเลือก

มีอีกชั้นหนึ่งที่ลึกกว่าหน้าตาของภาพ คือจังหวะของการถ่าย ฟิล์มบังคับให้ช้า ทุกครั้งที่กดชัตเตอร์มีต้นทุน ทั้งเงินและจำนวนรูปที่จำกัด คนถ่ายจึงต้องหยุดดูก่อน คิดก่อน รอแสงก่อน แล้วค่อยกด การถ่ายที่กดได้ไม่จำกัดทำให้เราถ่ายเยอะขึ้น แต่ดูน้อยลง ฟิล์มพาความตั้งใจกลับมาวางไว้ตรงหน้า
และมีการรอ ม้วนฟิล์มที่ถ่ายเสร็จต้องส่งไปล้าง อาจใช้เวลาหลายวัน ระหว่างนั้นภาพยังไม่มีอยู่จริง มันค้างอยู่ในความทรงจำของคนถ่ายเท่านั้น พอได้เห็นไฟล์สแกนกลับมา บางรูปก็ต่างจากที่จำไว้ บางรูปดีกว่าที่คิด การรอแบบนี้หายไปจากชีวิตประจำวันเกือบหมดแล้ว ฟิล์มเป็นไม่กี่ที่ที่มันยังเหลืออยู่

น่าสังเกตว่าผู้ผลิตกล้องก็อ่านอารมณ์นี้ออก ในช่วงหลังมีกล้องฟิล์มรุ่นใหม่ทยอยออกมาอีกครั้ง ทั้งแบบฮาล์ฟเฟรมที่แบ่งหนึ่งเฟรมเป็นสองภาพ และกล้องใช้แล้วทิ้งที่เคยหายไปจากชั้นวาง สิ่งที่ขายไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหนือกว่า เป็นข้อจำกัดที่ตั้งใจใส่กลับเข้าไป

ที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงฟิล์มอย่างเดียว ในงานออกแบบช่วงนี้ก็เห็นอาการคล้ายกัน ฟอนต์ที่จงใจให้ดูเหมือนพิมพ์เหลื่อม กระดาษที่เลือกผิวหยาบ สีที่ปล่อยให้ดร็อปไปจากต้นฉบับ ทั้งหมดคือการเดินกลับไปหาร่องรอยของมือคน หลังจากที่ทุกอย่างเนียนเกินไปมานานพอแล้ว

กล้องฟิล์มที่ถูกหยิบขึ้นมาใหม่จึงไม่ได้ตอบคำถามเรื่องคุณภาพของภาพ มันตอบคำถามที่เงียบกว่านั้น ว่าเราอยากให้ภาพหนึ่งใบจำอะไรเอาไว้ ความคมที่ลบทุกร่องรอยออกไป หรือเม็ดเกรนที่ยังบอกว่าวันนั้นแสงเป็นอย่างไร และมือคนถ่ายสั่นแค่ไหน
Photo credit: Unsplash
ของชิ้นนี้จากร้าน Portjolio

FINAL V1 SD Holder Keychain (1-Slot) ที่เก็บการ์ด SD ตัวเล็กที่พกไฟล์ภาพทั้งวันไว้ในที่เดียว เป็นของคู่มือคนที่ยังถ่ายภาพแล้วตั้งใจเก็บทุกเฟรม
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด