คนที่เคยขับรถเข้าอุทยานแห่งชาติในอเมริกาน่าจะจำป้ายแบบนั้นได้ พื้นไม้สีน้ำตาลเข้ม ตัวอักษรสีขาวเซาะร่องลงไปในเนื้อไม้ เส้นหนา ฐานตัวอักษรมีเชิงป้านๆ ที่ดูมั่นคงเหมือนตั้งใจจะยืนอยู่ตรงนั้นไปอีกร้อยปี ป้ายพวกนี้ไม่ได้พยายามสวย มันแค่อยากให้อ่านออกตั้งแต่ระยะไกล และดูเข้ากับต้นไม้รอบตัว

ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติแบดแลนด์ส ตัวอักษรบนพื้นไม้สีน้ำตาลแบบป้ายอุทยานอเมริกัน

ตัวอักษรที่ยืนเฝ้าทางเข้าเหล่านั้นมานานคือ Clarendon ฟอนต์ที่เกิดในลอนดอนเมื่อปี 1845 ออกแบบโดย Robert Besley แห่งโรงหล่อตัวพิมพ์ Fann Street Foundry โดยมีช่างแกะตัวพิมพ์ชื่อ Benjamin Fox เป็นคนลงมือ ชื่อ Clarendon มาจากสำนักพิมพ์ Clarendon Press ของอ็อกซ์ฟอร์ด และมันคือหนึ่งในตัวพิมพ์แรกๆ ที่ถูกจดทะเบียนคุ้มครองแบบภายใต้กฎหมายอังกฤษในยุคนั้น

สิ่งที่ทำให้ Clarendon สำคัญในประวัติศาสตร์ตัวพิมพ์ไม่ใช่เรื่องความสวย แต่เป็นหน้าที่ มันถูกออกแบบมาให้เป็นตัวเน้น เป็นตัวหนาที่วางคู่กับตัวอักษรปกติในหน้าเดียวกันได้อย่างกลมกลืน สมัยนั้นถ้าอยากเน้นคำในพจนานุกรมหรือหนังสือ ยังไม่มีตัวหนาที่เข้าชุดกันจริงๆ Clarendon เข้ามาแก้ตรงนี้ มันคือตัวหนาที่คิดมาเพื่ออยู่ร่วมกับตัวอื่น ไม่ใช่มาแย่งซีน

ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติทีโอดอร์ โรสเวลต์ ตัวอักษรสีขาวบนพื้นสีน้ำตาล

Clarendon เป็นตัวอักษรแบบ slab serif หรือตัวที่มีเชิงเป็นแท่งหนา แต่ต่างจากพวก slab รุ่นก่อนหน้าตรงที่เชิงของมันไม่ได้เป็นแท่งเหลี่ยมแข็ง มันโค้งเชื่อมเข้ากับเส้นหลักด้วยมุมมนที่เรียกว่า bracket ทำให้ดูหนักแน่นแต่ไม่กระด้าง เป็นความหนาที่มีความนุ่มซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่มันเข้ากับบรรยากาศกลางแจ้งได้ดี

เพราะความหนาและอ่านง่ายในระยะไกล Clarendon จึงถูกเอาไปทำตัวพิมพ์ไม้ขนาดใหญ่สำหรับโปสเตอร์ ตัวอักษรแบบนี้เลยผูกติดอยู่กับภาพจำของอเมริกายุคตะวันตก โปสเตอร์ประกาศจับคนร้าย ป้ายร้านค้า ป้ายรถไฟ ล้วนใช้ตัวหนาแบบนี้ พอถึงยุคที่อเมริกาต้องออกแบบระบบป้ายให้อุทยานแห่งชาติ ความรู้สึกแบบนั้นก็ตามมาด้วย

ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติเกลเชียร์บนพื้นไม้สีน้ำตาล

ในปี 1966 หน่วยงานอุทยานแห่งชาติของสหรัฐ วางระบบป้ายมาตรฐานขึ้นมา โดยเลือกพื้นสีน้ำตาลกับตัวอักษร Clarendon เป็นหน้าตาหลัก สีน้ำตาลถูกเลือกเพราะกลมกลืนกับธรรมชาติ ส่วน Clarendon ถูกเลือกเพราะอ่านง่ายและให้ความรู้สึกหนักแน่นน่าเชื่อถือ ตั้งแต่นั้นตัวอักษรนี้ก็กลายเป็นเสียงเงียบๆ ของอุทยานทั่วประเทศ

ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติแคปิตอลรีฟ ตัวอักษรบนพื้นไม้สีน้ำตาล

แต่เรื่องน่าคิดอยู่ตรงตอนจบ ราวปลายทศวรรษ 1990 ต่อต้นยุค 2000 หน่วยงานตัดสินใจปรับระบบป้ายใหม่ เหตุผลไม่ใช่เพราะ Clarendon ไม่สวยหรือไม่ดี แต่เพราะมันกว้าง ตัวอักษรที่หนาและมีเชิงทำให้บรรทัดข้อความยาวกว่าตัวอักษรไร้เชิงราว 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ พอต้องติดป้ายบนถนนแคบๆ ในอุทยานหรือย่านประวัติศาสตร์ ป้ายที่กว้างเกินไปกลายเป็นปัญหาจริง

ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติจอชัวทรี ตัวอักษรสีขาวบนพื้นสีน้ำตาล

ทางแก้คือหาตัวอักษรที่อ่านง่ายพอกันแต่กินพื้นที่น้อยลง สุดท้ายจึงมีการวางระบบใหม่ที่ใช้ตัวอักษรมีเชิงชื่อ Rawlinson คู่กับตัวไร้เชิงอย่าง Frutiger ที่คุ้นเคยกันจากป้ายในสนามบิน การเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากรสนิยม แต่จากข้อจำกัดทางกายภาพของถนนและพื้นที่ เป็นการตัดสินใจแบบวิศวกรมากกว่านักออกแบบ

ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติซากัวโรบนพื้นสีน้ำตาล

ถึงอย่างนั้น ป้ายเก่าจำนวนมากยังยืนอยู่ที่เดิม คนที่ไปเยือนอุทยานก็ยังเจอ Clarendon อยู่ทั่วไป ตัวอักษรที่เคยถูกออกแบบมาเพื่อเน้นคำในหนังสือ กลับกลายเป็นสิ่งที่คนถ่ายรูปคู่ด้วยก่อนเดินเข้าไปในป่า

บางครั้งตัวอักษรก็ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกว่าเขียนว่าอะไร แต่บอกด้วยว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน และ Clarendon ก็ทำหน้าที่นั้นมานานพอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่ไปแล้ว

อ้างอิงข้อมูลจาก Wikipedia, Fonts In Use และเอกสารระบบป้ายของหน่วยงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐ

Photo credit: everett mcintire, Ryan Stone, Zain Creations, Karin Kim, Royce Fonseca / Unsplash


ของชิ้นนี้จากร้าน Portjolio

FINAL V1 SD Holder Keychain พวงกุญแจเก็บการ์ด SD จาก Portjolio

FINAL V1 SD Holder Keychain พวงกุญแจเก็บการ์ด SD ที่ออกแบบให้หน้าที่การใช้งานเป็นตัวกำหนดรูปทรง แบบเดียวกับที่ Clarendon ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานก่อนจะมาสวย ของเล็กๆ ที่ความทนทานและการใช้จริงคือหัวใจ

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด